ในปี พ.ศ. 2402 M. Bouisson ได้สังเกตเห็นว่า คนไข้ของเขาที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ลำคอและปากล้วนเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดทั้งสิ้น เขาจึงตั้งข้อสงสัยในคุณค่าการสูดดมควันบุหรี่ งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา ได้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ระหว่างมะเร็งกับการสูบบุหรี่ว่า คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสสูงที่จะเป็นมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง มดลูก หลอดไต หลอดอาหาร กระเพาะ เต้านม ตับอ่อน ไต ลำไส้ใหญ่และเม็ดเลือดได้ สถิติที่ได้จากการสำรวจยังแสดงให้เห็นอีกว่า คนที่สูบบุหรี่จัดมักมีอายุสั้น เพราะป่วยด้วยโรค นานาชนิด และสำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด หากมีการสูบบุหรี่ด้วยก็จะมีโอกาสสูงในการเสียชีวิตยิ่งกว่าคนที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันนี้ แต่ไม่สูบบุหรี่เลยถึงสามเท่า ณ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พบแล้วว่า นอกจากบุหรี่จะมีนิโคติน (nicotine) ที่ทำให้คนสูบติดอย่างงอมแงมแล้ว บุหรี่ยังมีสารเคมี ที่เป็นพิษอีกมากมาย เช่น 4-aminobiphenyl ซึ่งสามารถทำให้คนสูบเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ nitroamines ที่มีประสิทธิ ภาพในการทำให้เกิดมะเร็งมากที่สุด hydrogen cyanide ที่ทำให้ปอดระคาย carbon monoxide ที่ทำให้ระดับออกซิเจน ในเลือดต่ำแล้วควันบุหรี่ยังมี benzo-a-pyrene ตะกั่ว polonium, benzene และ acrolein อีกด้วย ซึ่งสารเหล่านี้ต่างก็เป็น สารพิษทั้งสิ้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ เมื่อแพทย์ได้พบว่าผู้สูงอายุที่สูบบุหรี่ มักเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด ในสมองแตก ผิวหนังเหี่ยวย่น ตาเป็นต้อ และถ้าคนที่สูบบุหรี่หกล้มกระดูกแตกหัก แผลกระดูกของเขาก็จะสมานช้า นอกจากนี้แพทย์ก็ยัง พบอีกว่า ควันบุหรี่ยังทำให้คนสูบเป็นโรคถุงลมปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่อง และทารกที่คลอดจากสตรีที่สูบบุหรี่ก็มักมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าทารกของสตรีที่ไม่สูบบุหรี่เลย เท่านั้นยังไม่พอ สถิติที่ได้จากการสำรวจ ยังแสดงให้เห็นอีกว่า สตรีที่สูบบุหรี่มักจะมีปัญหาในการตั้งครรภ์และคลอดมากยิ่งกว่าสตรีที่ไม่สูบบุหรี่เลยอีกด้วย ควันบุหรี่ใช่ว่าจะฆ่าเฉพาะคนที่สูบบุหรี่เท่านั้น มันยังสามารถทำร้ายคนใกล้ชิดหรืออยู่ใกล้คนที่สูบอีกด้วย เพราะขณะนี้แพทย์มี หลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใกล้ชิดกับคนสูบสามารถทำให้ควันบุหรี่ที่มีละอองพิษผ่านเข้าไปทำร้ายเยื่อหุ้มปอด และเนื้อเยื่อในปอดของคนใกล้ชิดได้ ถึงแม้ว่าปริมาณควันพิษนั้น จะน้อยเพียง 1% ของคนสูบโดยตรงก็ตาม สถิติการตายของคน อเมริกันเพราะการสูดควันโดยทางอ้อมเช่นนี้มีมากถึง 3,000 คนต่อปี เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว คนอเมริกันเสียชีวิตด้วยโรคที่มีสาเหตุจากบุหรี่ถึง 350,000 คนต่อปี ซึ่งนับว่าสูงเป็น 7 เท่าของจำนวน ผู้ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และมากเป็น 10 เท่าของคนที่ตายด้วยเอดส์ ณ วันนี้ คนอเมริกัน 50 ล้านคนสูบบุหรี่ นั่นก็หมายความว่า มีคน 4 แสนคนที่จะตายด้วยควันบุหรี่/ปี และเมื่อทั้งโลกมีคนสูบบุหรี่ 1,200 ล้านคน จำนวนคนที่จะต้องเสียชีวิตด้วยโรคบุหรี่ ก็อาจจะมากถึง 4 ล้านคน/ปี ในการวิเคราะห์หาสาเหตุว่า เหตุใดคนจึงติดบุหรี่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าบุหรี่มีโทษมหันต์เช่นนี้ นักชีวเคมีได้พบว่า สาร nicotine ในใบยาสูบ เป็นตัวการสำคัญ บุหรี่ที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปมีนิโคติน 4-4.5% และสาร nicotine นี้ หากเข้าไปในร่างกายของคนสูบ เพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้คนสูบติดบุหรี่ได้ทันที ข้อสรุปนี้ได้จากผลงานวิจัยของ D. Mc. Gehee แห่งมหาวิทยาลัย Chicago ที่ได้พบว่า สาร dopamine ที่เซลล์สมองหลั่งออกมาเวลาได้รับ nicotine ทำให้ร่างกายรู้สึกเป็นสุข ดังนั้น การได้รับ nicotine อย่างสม่ำเสมอจะทำให้คนคนนั้นติดบุหรี่ และถ้าเป็นผู้หญิงด้วยละก็ การติดบุหรี่จะง่ายยิ่งกว่าผู้ชาย ทั้งนี้เพราะ D. Kandel แห่ง New York State Psychiatric Institute ในสหรัฐอเมริกาได้พบว่า หากเขาทดลองให้ nicotine แก่ผู้หญิงและผู้ชายปริมาณเท่ากัน การมีปอดที่เล็กกว่า ทำให้ความเข้มแข็งของ nicotine ในร่างกายผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจึงติดบุหรี่ง่ายและเลิกบุหรี่ยาก สถิติการสำรวจในอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2542 ก็ได้ยืนยันเรื่องนี้ว่ามีสตรีอังกฤษ 12,765 คนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอด ซึ่งสูงยิ่งกว่า การตายด้วยโรคมะเร็งทรวงอก และสถิตินี้สูงกว่าสถิติปี 41 ถึง 36% ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้มว่า สตรีกำลังติดบุหรี่มากขึ้น ในการรณรงค์เพื่อไม่ให้สูบบุหรี่นั้น แพทย์ได้พบว่า คนที่ติดบุหรี่มากเวลาไม่ได้รับ nicotine จะกระสับกระส่าย มีสมาธิสั้น บ้างก็ นอนไม่หลับ และ 20 นาที หลังจากการอดบุหรี่ ความดันโลหิตจะลด ชีพจรจะเต้นช้าลง และเมื่อเวลาผ่านไป 8 ชั่วโมง ระดับออกซิเจน ในเลือดจะเพิ่มจนถึงระดับปกติ ในขณะเดียวกัน ระดับคาร์บอนมอนนอกไซด์จะลด และหลังจากที่หยุดสูบบุหรี่ 2 วัน ระบบความรู้สึก รับรสและกลิ่นต่างๆ จะทำงานดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน การเคลื่อนไหวของร่างกาย การทำงานของปอดก็จะดีขึ้นด้วย และหากหยุดได้นาน 10 ปี โอกาสการเป็นโรคต่างๆ ก็จะลดลงได้ลงถึง 50% แต่การจะหยุดได้ถึงระดับนี้ คนที่ติดบุหรี่ต้องใช้ยา บวกความพยายาม ความตั้งใจ และความอดทนสูง เขาจึงจะเอาชนะยาเสพย์ติดชนิดนี้ได้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น คนหลายคนหยุดบุหรี่ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะตั้งใจและพยายามสักปานใด เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ แพทย์หลายคนจึงมีความเห็นว่า เราน่าจะทำบุหรี่ให้ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ประดิษฐ์บุหรี่ที่ไร้สารมะเร็ง หรือใช้คลื่นไมโครเวฟ ฆ่าจุลินทรีย์ที่ผลิต nitrosamines เสีย แต่ก็มีหลายคนคิดว่า การทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดี เพราะจะทำให้ผู้คนหันมาสูบบุหรี่มากขึ้น เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 P. Newhouse แห่งมหาวิทยาลัย Vermont ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รายงานว่าถึงแม้บุหรี่ จะทำให้ร่างกายเป็นโรค แต่ nicotine ในบุหรี่สามารถเป็นยาสำหรับคนบางคนได้ เพราะเขาได้สังเกตเห็นว่าสาร nicotine ทำให้คนที่เป็นโรค Parkinson โรคจิตเภท โรค Alzheimer ฯลฯ ทำงานดีขึ้นเพราะในคนที่เป็นโรค Parkinson และ Alzheimer นั้น สมองขาด dopamine ดังนั้น การที่สมองหลั่ง dopamine เพราะถูก nicotine กระตุ้น ทำให้คนเป็น Alzheimer มีความจำดีขึ้นและร่างกายคนที่เป็น Parkinson ไม่กระตุกมาก เป็นต้น ดังนั้น จึงดูเสมือนว่า nicotine ที่ร้ายปานมัจจุราช อาจเป็น มิตรสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคบางโรคได้ และถ้าให้เลือกว่าจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกับมัน ทั้งนี้ก็แล้วแต่บุคคล ซึ่งก็เหมือนกับกรณีฝิ่น นั่นแหละครับ เพราะถ้าสูบแล้วจะติดจนตัวตาย แต่คนไข้ไหนที่เป็นมะเร็งแล้วจะปฏิเสธฝิ่นบ้าง เวลาเจ็บมากๆ |
|||||||