สำหรับเราทุกคนทุกวันนี้ เรารู้ว่าโลหิตในร่างกายคนมีการหมุนเวียน แต่ผู้คนเมื่อ 420 ปีก่อนโน้น หาได้รู้ความจริงข้อนี้ไม่ พวกเขาเคยเชื่อว่า อาหารที่คนกินเข้าไปได้ถูกหัวใจเปลี่ยนไปเป็นเลือด และหัวใจทำให้อุณหภูมิของเลือดสูงขึ้นและในเลือดมีอากาศ เป็นต้น แม้แต่ Galen แพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยโบราณผู้ได้เคยผ่าตัดสัตว์เพื่อศึกษาโครงสร้างและการทำงานของหัวใจและเส้นเลือดในสัตว์ก็ไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า เลือดในร่างกายคนนั้นไหลเป็นวงจร Aristotle ก็เช่นกัน ทั้งๆ ที่ชอบวิชาชีววิทยาเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ไม่เคยรู้เรื่องการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายเลย Harvey ได้พบว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนในร่างกาย โดยอาศัยการคำนวณง่ายๆ ดังนี้คือ เขาประมาณว่าทุกครั้งที่หัวใจเต้น หัวใจจะขับเลือดมาราว 560 กรัม เพราะเหตุว่าหัวใจเต้นประมาณนาทีละ 72 ครั้ง ดังนั้นใน 1 ชั่วโมงหัวใจจะฉีดเลือดออกมา 0.56x60x72 = 240 กิโลกรัม ซึ่งทำให้น้ำหนักของเลือดในตัวคนมากกว่าน้ำหนักตัวของคนเสียอีก ดังนั้น Harvey จึงคิดว่าเลือดที่ไหลออกมาจากหัวใจ ไม่ได้ไหลไปแล้วไหลเลย มันจะต้องย้อนกลับมาสู่หัวใจอีก เมื่อได้ความคิดนี้ Harvey ต้องใช้เวลาอีกนานถึง 9 ปี เพื่อทดลองและทดสอบ ความคิดนี้กับสัตว์ จนกระทั่งเขารู้รายละเอียดทั้งหมดของระบบวงจรโลหิตในร่างกายสัตว์ ในหนังสือ De Moto นั้น Harvey ได้แถลงไว้อย่างชัดเจนว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปตามเส้นเลือดแดง สู่เนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย และเลือดที่ใช้แล้วจะไหลตามเส้นเลือดดำกลับเข้าสู่หัวใจเพื่อฟอกใหม่อีก ถึงแม้ Harvey จะไม่มีกล้องจุลทรรศน์สำหรับมองก็ตาม (ในยุคนั้นยังไม่มีกล้องจุลทรรศน์ใช้) แต่ Harvey ก็สรุปถูกว่าร่างกายเรามีเส้นเลือดดำ (Malpigi นักชีววิทยาชาวอิตาเลียนคือผู้พบเส้นเลือดฝอย หลังจากที่ Harvey เสียชีวิตไปแล้ว 2 ปี) ถึงแม้ทฤษฎีการไหลเวียนของโลหิตลักษณะนี้จึงได้รับการต่อต้านมากในระยะแรกๆ ก็ตาม แต่ในที่สุดโลกก็ยอมรับว่าสิ่งที่ Harvey พบคือความจริง นอกจากจะสนใจด้านสรีรวิทยาแล้ว Harvey ยังสนใจวิทยาการสืบพันธุ์อีกด้วย หนังสือที่เขาแต่งชื่อ De Generation Animalium (On the Generation of Animals) คือ จุดเริ่มต้นของวิชาคัพภะวิทยา (Embryology) Harvey มีความเชื่อเหมือน Aristotle ที่ว่าขณะที่ยังเป็นตัวอ่อน รูปร่างและหน้าตาของตัวอ่อนมิได้เหมือนกับลูกอ่อนที่สัตว์คลอดออกมา แต่โครงสร้างทางสรีระของตัวอ่อน ขณะที่อยู่ในครรภ์จะเปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีรูปร่างเหมือนลูกสัตว์แล้วจึงถูกคลอดออกมา ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 17 กมภาพันธ์ พ.ศ.2543 R.V. Short แห่งมหาวิทยาลัย Melbourne ในประเทศออสเตรเลีย ได้บรรยาย ความสนใจของ Harvey ด้านตัวอ่อนวิทยาว่า Harvey เลื่อมใสในคำสอนของ Aristotle มาก แต่เมื่อ Aristotle เชื่อว่าตัวอ่อนของเด็กเกิด จากการที่เชื้ออสุจิของผู้ชายเข้าไปผสมกับเลือดประจำเดือนของผู้หญิง Harvey จึงได้ดำริทดสอบความคิดของ Aristotle เกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที โดยใช้กวางที่ชอบผสมพันธุ์กันตามฤดู ทั้งนี้เพราะ Harvey เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของกษัตริย์ James ที่ 1 และ Charles ที่ 1 แห่งประเทศอังกฤษ ผู้ทรงโปรดปรานการล่ากวางมาก การออกล่ากวางสัปดาห์ละครั้งทำให้ Harvey มีโอกาสใช้กวางที่ล่าได้ในการทดสอบทฤษฎีการปฏิสนธิของ Aristotle ตามปกติกวางตัวผู้จะติดสัดในราวปลายเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งกวางจะคึกคะนองและดุมาก ทำให้พรานไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ ในการฆ่ามันด้วยดาบเลย พรานจึงได้หันไปล่ากวางตัวเมียแทน ดังนั้น ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม เมื่อ Harvey ได้กวางมา เขาก็จะผ่ามดลูกของกวางหาลูกอ่อนของมันทันที แต่เขาก็ประสบความสับสน เมื่อเขาไม่เห็นไข่กวางที่ได้รับการปฏิสนธิใดๆ เลย จนกระทั่งกวางนั้นเป็นกวางที่ถูกฆ่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน (Harvey คิดว่าไข่กวางจะได้รับการปฏิสนธิตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน) เขาสรุปว่าตัวอ่อนมิได้มาจากเชื้ออสุจิของตัวผู้ผสมกับเลือดประจำเดือนของตัวเมีย ทันทีที่สัตว์มีเพศสัมพันธ์กัน ดังที่ Aristotle คิด การที่ Harvey ไม่สามารถเห็นไข่ใดๆ ที่ได้รับการผสมพันธุ์นั้นก็เพราะไข่มีขนาดเล็กมาก คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวเพียง 0.1 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง และกว่าไข่จะมีขนาดใหญ่ให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ต้องคอยอีกนานถึง 10 วัน ดังนั้น Harvey จึงไม่เห็นอะไรในมดลูกของกวางเลย ทั้งๆ ที่มีการผสมพันธุ์กันแล้ว การไม่มีหลักฐานทำให้ Harvey รู้สึกลังเลที่จะตีพิมพ์ผลงานของตน แต่เมื่อได้รับการชักนำจากเพื่อนฝูง เขาจึงได้เขียนหนังสือชื่อ On the Generation of Animals เล่มนั้นในปี พ.ศ. 2197 ขึ้นมาว่าใครจะพูดยังไงก็ตาม เขาก็ยังเชื่อว่าในมดลูกของสัตว์จะต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้สัตว์เกิดออกมาหลังจากการผสมพันธุ์ ขณะที่ Harvey แต่งหนังสือเสร็จนั้น เขามีอายุได้ 73 ปีแล้ว Harvey ได้เลือกภาพของเทพ Zeus ลงหน้าปกหนังสือโดยในพระหัตถ์ มีไข่ใบหนึ่งและมีภาพสัตว์เช่น คน งู จระเข้ และแมลงต่างๆ พุ่งตัวออกมาจากไข่ใบนั้นสมดังกับที่ Aristotle ได้คิดไว้ว่า ชีวิตทุกชีวิตมาจากไข่ "Exovo Omnia" ถ้า Harvey ยังมีชีวิตอยู่ ณ วันนี้ เขาก็คงสงสัยในความนึกคิดของนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันหลายเรื่องเช่น เหตุใดคนจึงไม่เห็นด้วยกับ การใช้สัตว์ในการทดลอง และเหตุใดเราจึงประณามการล่ากวาง แต่ Harvey ก็คงรู้สึกดีใจที่รู้ว่านักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันสามารถโคลนแกะ Dolly ได้ และล่วงรู้ว่าไข่นั้นเองที่เป็นตัวถ่ายทอด mitochondrial DNA จากแม่ไปสู่ลูก ไข่จึงให้ชีวิตทุกชีวิตสมดังที่ Harvey ได้คิดไว้ ชีวิตของ Harvey เป็นชีวิตที่น่าสนใจและสมหวัง เขาได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัย Cambridge ในประเทศอังกฤษ เมื่อมีอายุได้ 22 ปี เขาได้เดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์กับนักกายวิภาคศาสตร์ชื่อ Fabricius ผู้มีชื่อเสียงแห่งมหาวิทยาลัย Padua ในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น และขณะที่ Harvey เรียนอยู่ที่ Padua นั่นเอง ที่นั่นก็มีศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ชื่อ Galileo สอนอยู่ แต่เราก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่า Galileo ได้สอนฟิสิกส์ให้ Harvey หรือไม่ หลังจากเวลาผ่านไปนาน 2 ปี Harvey ได้เรียนจบหลักสูตรและได้เดินทางกลับอังกฤษ มาทำงานเป็นแพทย์หลวง นอกจากนี้ เขายังเป็นหมอประจำตัวของนักปราชญ์ชื่อ Francis Bacon อีกด้วย Harvey สอนวิชากายวิภาคศาสตร์ที่ College of Physicians ในลอนดอนและทำงานประจำที่โรงพยาบาล St. Bartholomew จนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2200 ขณะที่มีอายุได้ 79 ปี โดยไม่มีทายาทสืบสกุล
|
||||||