William Harvey


William Harvey คือแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในสมัย คริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้พบบทบาทและหน้าที่ของหัวใจ เขาเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2121 ที่เมือง Folkstone ในประเทศอังกฤษ หนังสือชื่อ De Moto Cordis et Sanguinis in Animalibus (On the Motion of the Heart and the Blood in Animals) ที่ Harvey แต่งในปี พ.ศ. 2171 นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือสรีรวิทยา ที่สำคัญที่สุดของโลก เพราะเนื้อหาในหนังสือนี้ได้ทำให้มนุษย์รู้จักวิทยาการด้าน สรีรวิทยาเป็นครั้งแรกว่า ร่างกายของคนทำงานอย่างไร

  ภาพจาก : http://www.sjsu.edu/depts/Museum/harvey.html

สำหรับเราทุกคนทุกวันนี้ เรารู้ว่าโลหิตในร่างกายคนมีการหมุนเวียน แต่ผู้คนเมื่อ 420 ปีก่อนโน้น หาได้รู้ความจริงข้อนี้ไม่ พวกเขาเคยเชื่อว่า อาหารที่คนกินเข้าไปได้ถูกหัวใจเปลี่ยนไปเป็นเลือด และหัวใจทำให้อุณหภูมิของเลือดสูงขึ้นและในเลือดมีอากาศ เป็นต้น แม้แต่ Galen แพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยโบราณผู้ได้เคยผ่าตัดสัตว์เพื่อศึกษาโครงสร้างและการทำงานของหัวใจและเส้นเลือดในสัตว์ก็ไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า เลือดในร่างกายคนนั้นไหลเป็นวงจร Aristotle ก็เช่นกัน ทั้งๆ ที่ชอบวิชาชีววิทยาเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ไม่เคยรู้เรื่องการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายเลย

Harvey ได้พบว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนในร่างกาย โดยอาศัยการคำนวณง่ายๆ ดังนี้คือ เขาประมาณว่าทุกครั้งที่หัวใจเต้น หัวใจจะขับเลือดมาราว 560 กรัม เพราะเหตุว่าหัวใจเต้นประมาณนาทีละ 72 ครั้ง ดังนั้นใน 1 ชั่วโมงหัวใจจะฉีดเลือดออกมา 0.56x60x72 = 240 กิโลกรัม ซึ่งทำให้น้ำหนักของเลือดในตัวคนมากกว่าน้ำหนักตัวของคนเสียอีก ดังนั้น Harvey จึงคิดว่าเลือดที่ไหลออกมาจากหัวใจ ไม่ได้ไหลไปแล้วไหลเลย มันจะต้องย้อนกลับมาสู่หัวใจอีก เมื่อได้ความคิดนี้ Harvey ต้องใช้เวลาอีกนานถึง 9 ปี เพื่อทดลองและทดสอบ ความคิดนี้กับสัตว์ จนกระทั่งเขารู้รายละเอียดทั้งหมดของระบบวงจรโลหิตในร่างกายสัตว์

ในหนังสือ De Moto นั้น Harvey ได้แถลงไว้อย่างชัดเจนว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปตามเส้นเลือดแดง สู่เนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย และเลือดที่ใช้แล้วจะไหลตามเส้นเลือดดำกลับเข้าสู่หัวใจเพื่อฟอกใหม่อีก ถึงแม้ Harvey จะไม่มีกล้องจุลทรรศน์สำหรับมองก็ตาม (ในยุคนั้นยังไม่มีกล้องจุลทรรศน์ใช้) แต่ Harvey ก็สรุปถูกว่าร่างกายเรามีเส้นเลือดดำ (Malpigi นักชีววิทยาชาวอิตาเลียนคือผู้พบเส้นเลือดฝอย หลังจากที่ Harvey เสียชีวิตไปแล้ว 2 ปี) ถึงแม้ทฤษฎีการไหลเวียนของโลหิตลักษณะนี้จึงได้รับการต่อต้านมากในระยะแรกๆ ก็ตาม แต่ในที่สุดโลกก็ยอมรับว่าสิ่งที่ Harvey พบคือความจริง

นอกจากจะสนใจด้านสรีรวิทยาแล้ว Harvey ยังสนใจวิทยาการสืบพันธุ์อีกด้วย หนังสือที่เขาแต่งชื่อ De Generation Animalium (On the Generation of Animals) คือ จุดเริ่มต้นของวิชาคัพภะวิทยา (Embryology) Harvey มีความเชื่อเหมือน Aristotle ที่ว่าขณะที่ยังเป็นตัวอ่อน รูปร่างและหน้าตาของตัวอ่อนมิได้เหมือนกับลูกอ่อนที่สัตว์คลอดออกมา แต่โครงสร้างทางสรีระของตัวอ่อน ขณะที่อยู่ในครรภ์จะเปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีรูปร่างเหมือนลูกสัตว์แล้วจึงถูกคลอดออกมา

ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 17 กมภาพันธ์ พ.ศ.2543 R.V. Short แห่งมหาวิทยาลัย Melbourne ในประเทศออสเตรเลีย ได้บรรยาย ความสนใจของ Harvey ด้านตัวอ่อนวิทยาว่า Harvey เลื่อมใสในคำสอนของ Aristotle มาก แต่เมื่อ Aristotle เชื่อว่าตัวอ่อนของเด็กเกิด จากการที่เชื้ออสุจิของผู้ชายเข้าไปผสมกับเลือดประจำเดือนของผู้หญิง Harvey จึงได้ดำริทดสอบความคิดของ Aristotle เกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที โดยใช้กวางที่ชอบผสมพันธุ์กันตามฤดู ทั้งนี้เพราะ Harvey เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของกษัตริย์ James ที่ 1 และ Charles ที่ 1 แห่งประเทศอังกฤษ ผู้ทรงโปรดปรานการล่ากวางมาก การออกล่ากวางสัปดาห์ละครั้งทำให้ Harvey มีโอกาสใช้กวางที่ล่าได้ในการทดสอบทฤษฎีการปฏิสนธิของ Aristotle

ตามปกติกวางตัวผู้จะติดสัดในราวปลายเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งกวางจะคึกคะนองและดุมาก ทำให้พรานไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ ในการฆ่ามันด้วยดาบเลย พรานจึงได้หันไปล่ากวางตัวเมียแทน ดังนั้น ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม เมื่อ Harvey ได้กวางมา เขาก็จะผ่ามดลูกของกวางหาลูกอ่อนของมันทันที แต่เขาก็ประสบความสับสน เมื่อเขาไม่เห็นไข่กวางที่ได้รับการปฏิสนธิใดๆ เลย จนกระทั่งกวางนั้นเป็นกวางที่ถูกฆ่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน (Harvey คิดว่าไข่กวางจะได้รับการปฏิสนธิตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน) เขาสรุปว่าตัวอ่อนมิได้มาจากเชื้ออสุจิของตัวผู้ผสมกับเลือดประจำเดือนของตัวเมีย ทันทีที่สัตว์มีเพศสัมพันธ์กัน ดังที่ Aristotle คิด การที่ Harvey ไม่สามารถเห็นไข่ใดๆ ที่ได้รับการผสมพันธุ์นั้นก็เพราะไข่มีขนาดเล็กมาก คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวเพียง 0.1 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง และกว่าไข่จะมีขนาดใหญ่ให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ต้องคอยอีกนานถึง 10 วัน ดังนั้น Harvey จึงไม่เห็นอะไรในมดลูกของกวางเลย ทั้งๆ ที่มีการผสมพันธุ์กันแล้ว การไม่มีหลักฐานทำให้ Harvey รู้สึกลังเลที่จะตีพิมพ์ผลงานของตน แต่เมื่อได้รับการชักนำจากเพื่อนฝูง เขาจึงได้เขียนหนังสือชื่อ On the Generation of Animals เล่มนั้นในปี พ.ศ. 2197 ขึ้นมาว่าใครจะพูดยังไงก็ตาม เขาก็ยังเชื่อว่าในมดลูกของสัตว์จะต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้สัตว์เกิดออกมาหลังจากการผสมพันธุ์

ขณะที่ Harvey แต่งหนังสือเสร็จนั้น เขามีอายุได้ 73 ปีแล้ว Harvey ได้เลือกภาพของเทพ Zeus ลงหน้าปกหนังสือโดยในพระหัตถ์ มีไข่ใบหนึ่งและมีภาพสัตว์เช่น คน งู จระเข้ และแมลงต่างๆ พุ่งตัวออกมาจากไข่ใบนั้นสมดังกับที่ Aristotle ได้คิดไว้ว่า ชีวิตทุกชีวิตมาจากไข่ "Exovo Omnia"

ถ้า Harvey ยังมีชีวิตอยู่ ณ วันนี้ เขาก็คงสงสัยในความนึกคิดของนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันหลายเรื่องเช่น เหตุใดคนจึงไม่เห็นด้วยกับ การใช้สัตว์ในการทดลอง และเหตุใดเราจึงประณามการล่ากวาง แต่ Harvey ก็คงรู้สึกดีใจที่รู้ว่านักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันสามารถโคลนแกะ Dolly ได้ และล่วงรู้ว่าไข่นั้นเองที่เป็นตัวถ่ายทอด mitochondrial DNA จากแม่ไปสู่ลูก ไข่จึงให้ชีวิตทุกชีวิตสมดังที่ Harvey ได้คิดไว้

ชีวิตของ Harvey เป็นชีวิตที่น่าสนใจและสมหวัง เขาได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัย Cambridge ในประเทศอังกฤษ เมื่อมีอายุได้ 22 ปี เขาได้เดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์กับนักกายวิภาคศาสตร์ชื่อ Fabricius ผู้มีชื่อเสียงแห่งมหาวิทยาลัย Padua ในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น และขณะที่ Harvey เรียนอยู่ที่ Padua นั่นเอง ที่นั่นก็มีศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ชื่อ Galileo สอนอยู่ แต่เราก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่า Galileo ได้สอนฟิสิกส์ให้ Harvey หรือไม่ หลังจากเวลาผ่านไปนาน 2 ปี Harvey ได้เรียนจบหลักสูตรและได้เดินทางกลับอังกฤษ มาทำงานเป็นแพทย์หลวง นอกจากนี้ เขายังเป็นหมอประจำตัวของนักปราชญ์ชื่อ Francis Bacon อีกด้วย Harvey สอนวิชากายวิภาคศาสตร์ที่ College of Physicians ในลอนดอนและทำงานประจำที่โรงพยาบาล St. Bartholomew จนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2200 ขณะที่มีอายุได้ 79 ปี โดยไม่มีทายาทสืบสกุล