ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

รู้ไหม? ปลาไม่ได้ “ตายทันที” หลังถูกจับขึ้นจากน้ำ…แต่มันอาจทรมานนานหลายนาที

รู้ไหม? ปลาไม่ได้ “ตายทันที” หลังถูกจับขึ้นจากน้ำ…แต่มันอาจทรมานนานหลายนาที

ปลาไม่ได้ตายทันทีหลังถูกจับขึ้นจากน้ำ: วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความเจ็บปวดที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

เมื่อพูดถึงการจับปลา หลายคนอาจเข้าใจว่าปลาจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วทันทีที่ถูกนำขึ้นจากน้ำ แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นว่า ความจริงอาจแตกต่างจากที่เราเคยคิดอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง “สวัสดิภาพสัตว์” (Animal Welfare) และความสามารถในการรับรู้ความเจ็บปวดของปลา

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ได้ประเมินผลกระทบด้านสวัสดิภาพสัตว์จากการทำให้ปลาขาดอากาศหายใจ (Air Asphyxia) ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผลการศึกษาพบว่า ปลาเทราต์สายรุ้ง (Rainbow Trout) อาจต้องเผชิญกับความเจ็บปวดระดับปานกลางถึงรุนแรงเป็นเวลานานเฉลี่ยประมาณ 10 นาที และในบางกรณีอาจยาวนานได้ถึง 20–25 นาที ก่อนที่จะหมดสติและเสียชีวิต

ปลาหายใจอย่างไร และเหตุใดจึงทรมานเมื่อขึ้นจากน้ำ

ปลาเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่หายใจด้วยเหงือก ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่ผิวขนาดใหญ่และมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างน้ำกับเลือด โดยดึงออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเข้าสู่ร่างกาย และขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อม

เมื่อปลาถูกนำขึ้นจากน้ำ เหงือกจะสูญเสียสภาพที่เหมาะสมต่อการแลกเปลี่ยนแก๊ส แผ่นเหงือกยุบตัวและแห้งลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรับออกซิเจนลดลงอย่างมาก แม้ปลาอาจยังขยับตัวหรืออ้าปากหายใจอยู่ แต่ร่างกายกลับไม่สามารถรับออกซิเจนได้เพียงพอ

ในทางสรีรวิทยา ภาวะดังกล่าวเรียกว่า ภาวะขาดออกซิเจน (Hypoxia) ซึ่งทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ขณะที่ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้น เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Acidosis) ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบประสาท หัวใจ กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

เกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของปลาเมื่อขาดอากาศ

ในช่วงแรกของการขาดอากาศ ปลาจะตอบสนองด้วยการเร่งการเคลื่อนไหวของปากและแผ่นปิดเหงือกเพื่อพยายามรับออกซิเจนให้มากที่สุด พฤติกรรมนี้คล้ายกับการหอบหายใจอย่างรุนแรงในสัตว์บกที่กำลังขาดอากาศ

เมื่อออกซิเจนลดลงอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติ ระบบเผาผลาญพลังงานเปลี่ยนไปใช้กระบวนการที่ไม่ใช้ออกซิเจน เกิดการสะสมของกรดแลกติกในเนื้อเยื่อ ทำให้ปลาอ่อนแรง สูญเสียการทรงตัว และค่อย ๆ หมดสติในที่สุด

นักวิทยาศาสตร์พบว่า เพียงการสัมผัสอากาศประมาณ 1 นาที ก็สามารถกระตุ้นการตอบสนองต่อความเครียดทางสรีรวิทยาได้อย่างชัดเจนแล้ว

ปลา “รู้สึกเจ็บปวด” ได้จริงหรือไม่

ในอดีตเคยมีความเชื่อว่าปลาไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวดได้เช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าปลามีเซลล์รับความเจ็บปวด (Nociceptors) และมีระบบประสาทที่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดอันตรายได้

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ยังคงศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์ความรู้สึกของปลาอย่างต่อเนื่อง แต่หลักฐานด้านพฤติกรรม สรีรวิทยา และระบบประสาทจำนวนมากสนับสนุนว่า ปลาไม่ได้เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองแบบอัตโนมัติเท่านั้น แต่สามารถรับรู้และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายได้

ด้วยเหตุนี้ ประเด็นเรื่องสวัสดิภาพสัตว์น้ำจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในระดับนานาชาติ

วิธีการจับและฆ่าปลาที่อาจเพิ่มความทุกข์ทรมาน

นอกจากการปล่อยให้ปลาขาดอากาศบนบกแล้ว กระบวนการอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมประมงก็อาจส่งผลต่อสวัสดิภาพของปลาเช่นกัน ได้แก่

  • การจับปลาอย่างหนาแน่นในอวน
  • การขนส่งในสภาพแออัด
  • การโยนหรือกระแทกระหว่างคัดแยก
  • การแช่ปลาในน้ำแข็งหรือน้ำผสมน้ำแข็งก่อนหมดสติ

งานวิจัยบางส่วนชี้ว่า การแช่น้ำแข็งอาจทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายลดลง ส่งผลให้ระยะเวลาที่ปลายังคงมีสติรับรู้ก่อนเสียชีวิตยาวนานขึ้นในบางกรณี

แนวทางลดความเจ็บปวดของปลา

นักวิจัยเสนอว่า วิธีการที่มีมนุษยธรรมมากกว่า คือการทำให้ปลาหมดสติอย่างรวดเร็วก่อนเสียชีวิต (Humane Stunning) เช่น

  1. การช็อตไฟฟ้า (Electrical Stunning)
    ใช้กระแสไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสมเพื่อทำให้ปลาหมดสติอย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาการรับรู้ความเจ็บปวดได้อย่างมาก หากออกแบบระบบอย่างถูกต้อง
  2. การกระแทกศีรษะ (Percussive Stunning)
    เป็นการกระแทกบริเวณสมองอย่างแม่นยำเพื่อให้ปลาหมดสติทันที วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องอาศัยความชำนาญและอุปกรณ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อปลามีขนาดแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม การนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรมยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุน อุปกรณ์ และการจัดการ จึงยังต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรฐานเพิ่มเติม

วิทยาศาสตร์กับคำถามด้านจริยธรรม

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงอธิบายว่าร่างกายของสัตว์ทำงานอย่างไรเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มนุษย์เข้าใจผลกระทบของการกระทำที่มีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นมากขึ้น

การศึกษาด้านสวัสดิภาพสัตว์ในปัจจุบันกำลังทำให้เราเห็นว่า แม้สิ่งมีชีวิตที่ดูเงียบงันอย่างปลา ก็อาจมีประสบการณ์ความทุกข์และความเจ็บปวดมากกว่าที่เคยเข้าใจกันมา การตระหนักรู้ถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาวิธีการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่คำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ คุณภาพอาหาร และความรับผิดชอบต่อสวัสดิภาพของสัตว์ควบคู่กันไป

ท้ายที่สุด งานวิจัยเหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามอีกครั้งว่า สิ่งมีชีวิตที่เราอาจมองว่าเงียบงันและแตกต่างจากมนุษย์นั้น แท้จริงแล้วกำลังรับรู้โลกและเผชิญความทุกข์ในรูปแบบใดบ้าง และเราจะสามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติกับความเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตอื่นได้อย่างไรในอนาคต

เรียนรู้เรื่องการหายใจของปลาได้จาก

คลังความรู้ สสวท. https://www.scimath.org/article-science/item/6657-2016-09-11-03-45-22

Project 14 : การแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.5 เล่ม 4 https://proj14.ipst.ac.th/m4-6-biology/m5-bio-book4/bio-m5b4-006/

อ้างอิงเนื้อหาจาก : www.earth.com และ www.chatgpt.com

AI ช่วยจัดการคลิปจาก : Google FLOW Google AI Studio และ Gemini