
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านวันอาสาฬหบูชา
วันอาสาฬหบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ในปีนี้ ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคม เป็นวันที่ชาวพุทธรำลึกถึงการแสดงปฐมเทศนา หรือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ของพระพุทธเจ้าแก่ปัญจวัคคีย์ โดยทรงประกาศทางสายกลางหรือมัชญิมาปฏิปทาเป็นสาระสำคัญ และเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์ 3 เป็นครั้งแรก ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
เดือนกรกฎาคนจัดได้ว่าเป็นเดือนแห่งการชักชวนให้เราปล่อยวางความคิดเพราะมีหลาย ๆ วันที่กำหนดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้อง เช่น วันที่ 7 กรกฎาคม เป็นวันแห่งการพูดความจริง เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความลับหรือการโกหกที่เก็บเอาไว้คนเดียว และตั้งต้นใหม่ที่จะไม่โกหกอีกต่อไป วันที่ 12 กรกฎาคม วันแห่งความเรียบง่าย เป็นวันที่ส่งเสริมให้ทุกคนไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างหรูหราหรือซับซ้อน แล้วกลับมาใช้ชีวิตให้เรียบง่ายที่สุด รวมทั้งวันเสาร์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม ของทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 18 กรกฎาคม เป็นวันที่ถูกกำหนดให้เป็นวัน Toss Away the “Could Haves” and “Should Haves” Day วันที่ชวนทิ้งความคิดประเภท “รู้งี้…” ออกไปจากใจ (ลิงก์)
แม้วันเหล่านี้จะมีที่มาที่แตกต่างกัน แต่กลับมีแนวคิดที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือ “การปล่อยวางความยึดติดในอดีต และกลับมาอยู่กับความจริงของปัจจุบัน”
“รู้งี้…” กับสมองของมนุษย์
นักวิทยาศาสตร์เรียกการคิดย้อนกลับไปหาทางเลือกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงว่า Counterfactual Thinking หรือการจินตนาการถึงเหตุการณ์ทางเลือกอื่น ๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เช่น
• ถ้าฉันอ่านหนังสือมากกว่านี้ ผลสอบคงดีกว่า
• ฉันน่าจะเลือกงานอีกที่หนึ่ง
• ถ้าพูดแบบนั้น ชีวิตอาจเปลี่ยนไป
ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องปกติมากที่เราทุกคนจะเกิดความคิดเช่นนี้ ความคิดลักษณะนี้มีประโยชน์ในแง่การเรียนรู้จากความผิดพลาด แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ มากเกินไป สมองจะกระตุ้นอารมณ์เสียดาย เสียใจ หรือรู้สึกผิด จนเกิดความเครียดสะสมได้ งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า เมื่อมนุษย์หมกมุ่นอยู่กับอดีต สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดฟุ้งซ่านและการวนซ้ำของความคิดจะทำงานมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเครียด ความทุกข์ทางอารมณ์ได้ง่าย
วิทยาศาสตร์ของการอยู่กับปัจจุบัน
ความจริงทางวิทยาศาสตร์และทางธรรมต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่สมองและชีวิตทำได้จริงคือการเรียนรู้จากมัน แล้วกลับมาลงมือทำในปัจจุบัน งานวิจัยจำนวนมากกล่าวถึงการฝึกสติ (Mindfulness) นั่นคือ เมื่อเราจดจ่อกับลมหายใจ การเดิน หรือกิจกรรมตรงหน้า สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดวนซ้ำจะลดการทำงานลง ขณะที่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้และการควบคุมอารมณ์จะทำงานดีขึ้น ผลที่พบได้บ่อย เช่น
• ความเครียดและความวิตกกังวลลดลง
• ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
• ช่วยจัดการความเจ็บปวดได้ดีขึ้น
• ขจัดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หรือการเสพติดได้
• ช่วยเรื่องการนอนหลับ
• ลดความดันโลหิต
• การตัดสินใจมีเหตุผลมากขึ้น
• ความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มขึ้น
วันอาสาฬหบูชาปีนี้ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคม : วันที่เราวาง “รู้งี้…” เพื่อเริ่มต้นอยู่กับปัจจุบัน
ในวันอาสาฬหบูชา พระพุทธเจ้าทรงแสดง “ทางสายกลาง” ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง นั่นคือ ไม่หมกมุ่นกับความสุขจนเกินไป (หย่อยนยานเกินไป) และไม่ทรมานตนให้ต้องพบกับความยากลำบากจนเกินไป (เคร่งครัดเกินไป) ด้วยการเจริญอริยมรรคมีองค์แปดในหมวดศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อการดำรงชีวิตในปัจจุบันให้มีความสุขในทางที่ถูกที่ควร อันได้แก่
1. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจหลักเหตุและผล
2. สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดถูกต้อง ตั้งใจคิดและกระทำด้วยความเมตตา ละความโกรธ ความพยาบาท
3. สัมมาวาจา คือ การใช้วาจา คำพูดอย่างถูกต้อง พูดความจริง ไม่นินทาว่าร้าย พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์
4. สัมมากัมมันตะ คือ การแสดงออกทางกายอย่างถูกต้อง ไม่เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ
5. สัมมาอาชีวะ คือการเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง ประกอบอาชีพที่ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยวิธีที่สุจริตและเหมาะสม
6. สัมมาวายามะ คือ ความเพียรพยายามที่ถูกต้อง ละความคิดที่ไม่ดี ส่งเสริมความคิดที่ดี และฝึกฝนจิตใจให้พัฒนาอยู่เสมอ
7. สัมมาสติ คือ สติรอบคอบ สติที่ถูกต้อง อยู่กับปัจจุบัน รับรู้ความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ของตนเองในตอนนั้นโดยไม่ตัดสิน
8. สัมมาสมาธิ คือ สมาธิ จิตตั้งมั่นอย่างถูกต้อง ฝึกจิตให้สงบและฝึกสมองให้จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจการทำงานของจิตใจได้อย่างชัดเจน
จะเห็นได้ว่า มรรคแปดซึ่งเป็นการปฏิบัติตนในแนวทางที่ถูกที่ควรนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของพุทธศาสนาเท่านั้น หากแต่เป็นแนวปฏิบัติที่ทุกคนควรต้องกระทำ ไม่ว่าจะเป็นศาสนิกชนของศาสนาใด หรือไม่ได้มีความเชื่อในคำสอนของศาสนาใด ๆ ก็ตาม เพราะการประพฤติปฏิบัติตนเช่นนี้จะนำพาเราไปสู่ความร่มเย็น สงบสุข และมีความสุขในที่สุด
นักประสาทวิทยาเชื่อว่า การพยายามประพฤติปฏิบัติเช่นนี้เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสมองได้ เรียกว่า neuroplasticity หรือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสมอง หรือความยืดหยุ่นของสมอง
มาทำความรู้จักกับ neuroplasticity กัน
Neuroplasticity เป็นเรื่องราวของวิทยาศาสตร์แท้ (Science) หรือวิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience)
Neuroplasticity เป็นวิทยาศาสตร์จริง ๆ สมองและระบบประสาทเปลี่ยนแปลง ปรับตัว และสร้างการเชื่อมต่อใหม่ของเซลล์ประสาท (neurons) ตลอดชีวิต เพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้ ประสบการณ์ การฝึกฝน สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การบาดเจ็บของสมอง ดังนั้น แม้เป็นวัยผู้ใหญ่ สมองของเราก็ยังเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้เสมอ
เซลล์ประสาทเป็นหน่วยการทำงานที่เล็กที่สุด ทำหน้าที่ในการรับรู้และส่งข้อมูลในรูปของสัญญาณไฟฟ้าเคมีหรือกระแสประสาท เซลล์ประสาทแต่ละเซลล์อาจเชื่อมโยงถึงกันระหว่างเซลล์ประสาทและเซลล์อื่น ๆ โดยมีเซลล์เกลีย (glia cell) ช่วยทำหน้าที่ค้ำจุนและสนับสนุนการทำงานของเซลล์ประสาท
สมองของเราพัฒนาได้จริงหรือ
เพราะสมองสามารถปรับปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ สมองของเราจึงสามารถพัฒนาได้เสมอไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตาม ดังนั้น เราจึงไม่ควรที่จะหยุดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ใช้สมองในการฝึกคิดวิเคราะห์ หรือแม้แต่การเล่นดนตรี ก็เป็นการฝึกสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ความจำ และการฟัง ให้พัฒนาและเชื่อมต่อกัน
เป็นที่น่าเสียดาย สมองของคนเรา เสื่อมได้ตามธรรมชาติ และยังเกิดการเสียหายได้จากหลาย ๆ สาเหตุ เช่น ประสบอุบัติเหตุ การถูกกระแทกอย่างแรงที่ศรีษะ โรคหลอดเลือดในสมอง ซึ่งความเสียหายเหล่านี้สามารถฟี้นฟูได้ในกรณีที่ไม่ได้เสียหายอย่างหนัก
หยุดพฤติกรรมทำร้ายสมอง เช่น การอดหลับอดนอนเพราะมัวแต่ไถโทรศัพท์ กินแต่อาหารไม่มีประโยชน์ อยู่คนเดียวโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากจนเกินไป ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย การใช้สารเสพติดรวมทั้งการสูบบุหรี่ และการอยู่ในที่มืดตลอดเวลาโดยไม่ออกไปรับแสงแดดเป็นเวลานานเกินไป
ในวันอาสาฬหบูชานี้ บางทีการทำบุญที่สำคัญอย่างหนึ่ง อาจไม่ใช่เพียงการถวายสังฆทานหรือเวียนเทียน แต่คือการปล่อยวาง “ถ้า…” “น่าจะ…” และ “รู้งี้…” ที่แบกไว้ในใจมานาน เมื่อเราวางอดีตลงได้ เราก็มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับการใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีสติ และก้าวเดินต่อไปด้วยปัญญา
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34753
AI ผู้ช่วยจาก : ChatGPT, Google FLOW, Google AI Studio และ Gemini
เรียนรู้เรื่องสมองและระบบประสาท https://proj14.ipst.ac.th/m4-6-biology/m6-bio-book5