ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เมื่อโลกกำลังสั่นสะเทือน ทำความรู้จัก “วงแหวนไฟ” พื้นที่แผ่นดินไหวสำคัญของโลก

เมื่อโลกกำลังสั่นสะเทือน ทำความรู้จัก “วงแหวนไฟ” พื้นที่แผ่นดินไหวสำคัญของโลก

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ข่าวแผ่นดินไหวรุนแรงปรากฏขึ้นจากหลายพื้นที่ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งญี่ปุ่น อินโดนีเซีย โคลอมเบีย เปรู และอีกหลายประเทศ บางเหตุการณ์สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่บางพื้นที่มีผู้เสียชีวิตและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย เช่น เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7* ในประเทศอินโดนีเซียเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 และแผ่นดินไหวขนาด 7.4* ทางตะวันตกของประเทศโคลอมเบีย ซึ่งสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Geological Survey: USGS) จัดให้อยู่ในกลุ่มแผ่นดินไหวสำคัญของช่วงเวลาดังกล่าว เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้คำว่า “วงแหวนไฟ” หรือ “Ring of Fire” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

* ขนาดแผ่นดินไหว อ้างอิงข้อมูลจาก USGS ซึ่งนิยมรายงานแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ด้วย มาตราขนาดโมเมนต์แผ่นดินไหว (Moment Magnitude Scale: Mw)

รูปที่ 1 วงแหวนไฟ (Ring of Fire) _ แนวของภูเขาไฟที่มีพลัง แนวหมู่เกาะภูเขาไฟ
และแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ล้อมรอบมหาสมุทรแปซิฟิก
ที่มา https://www.britannica.com/place/Ring-of-Fire

วงแหวนไฟไม่ได้หมายถึงวงแหวนที่มีไฟลุกอยู่ใต้โลก แต่เป็นชื่อเรียกบริเวณที่ทอดตัวรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเต็มไปด้วยแนวร่องลึกก้นสมุทร ภูเขาไฟ และบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวจำนวนมาก องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) อธิบายว่าเป็นแนวของภูเขาไฟใต้ทะเลและบริเวณเกิดแผ่นดินไหวตามขอบมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะที่ USGS ระบุว่า บริเวณนี้เกิดจากการที่แผ่นธรณีแปซิฟิกและแผ่นธรณีโดยรอบมีการเคลื่อนที่เข้าหากัน จึงเป็นเขตที่มีกิจกรรมแผ่นดินไหวและภูเขาไฟสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สาเหตุสำคัญอยู่ที่ การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี โดยเฉพาะบริเวณที่แผ่นธรณีเคลื่อนที่เข้าหากันและแผ่นหนึ่งมุดลงใต้อีกแผ่นหนึ่ง หรือที่เรียกว่า เขตมุดตัวของเปลือกโลก (subduction zone) การเคลื่อนที่และสะสมพลังงานตามแนวรอยต่อของแผ่นธรณีสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันกระบวนการทางธรณีวิทยาบริเวณเขตมุดตัวของเปลือกโลกยังสัมพันธ์กับการเกิดแนวภูเขาไฟจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกที่ประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงชายฝั่งด้านตะวันตกของทวีปอเมริกา จะเผชิญแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง โดย USGS ระบุว่าแผ่นดินไหวของโลกประมาณ 90% เกิดในเขตรอบมหาสมุทรแปซิฟิก และประมาณ 81% ของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดของโลก มักเกิดในบริเวณนี้ด้วยเช่นกัน

แนวคิดเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ไกลตัว เพราะในหนังสือเรียนรายวิชา โลก ดาราศาสตร์และอวกาศ เรื่อง ธรณีพิบัติภัย ของ สสวท. ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีกับการเกิดภูเขาไฟและแผ่นดินไหวไว้เช่นกัน โดยชี้ให้เห็นว่าแนวภูเขาไฟมีพลังจำนวนมากกระจายต่อเนื่องอยู่บริเวณขอบทวีปรอบมหาสมุทรแปซิฟิกจนมีลักษณะคล้ายวงแหวน จึงเรียกว่า “วงแหวนไฟ” พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่า พื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวของโลกจำนวนมากสัมพันธ์กับแนวรอยต่อของแผ่นธรณี

รูปที่ 2 พื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวของโลก
ที่มา หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โลก ดาราศาสตร์และอวกาศ
ม.4 เล่ม 1 บทที่ 3 ธรณีพิบัติภัย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แผ่นดินไหวทุกแห่งบนโลกจะเกิดในบริเวณวงแหวนไฟ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวจากแนวรอยเลื่อนสะกายในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนไฟ แต่เกิดจากระบบรอยเลื่อนอีกบริเวณหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนวงแหวนไฟโดยตรง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นตะกอนเคลย์ที่สามารถขยายสัญญาณคลื่นแผ่นดินไหว ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นและส่งผลต่ออาคารสูงได้

ข่าวแผ่นดินไหวหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันอาจทำให้รู้สึกว่าโลกกำลังเกิดแผ่นดินไหว “ถี่ขึ้น” แต่การเห็นเหตุการณ์หลายครั้งในข่าว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแผ่นดินไหวทั่วโลกกำลังเพิ่มจำนวนหรือรุนแรงขึ้นผิดปกติ เพราะโลกเกิดแผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ และส่วนใหญ่มีขนาดเล็กจนมนุษย์ไม่รู้สึก สิ่งสำคัญกว่าการพยายามคาดเดาว่า “ครั้งต่อไปจะเกิดเมื่อไร” คือการเข้าใจว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง อาคารและชุมชนของเรามีความพร้อมเพียงใด และควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น

เพราะแผ่นดินไหวยังไม่สามารถทำนายวัน เวลา และตำแหน่งที่จะเกิดอย่างแม่นยำล่วงหน้าได้ การเรียนรู้เรื่องแผ่นธรณี รอยเลื่อน และวงแหวนไฟ จึงไม่ใช่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่เป็นความรู้ที่ช่วยให้เราเข้าใจข่าวรอบโลก ประเมินความเสี่ยง และเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติได้อย่างมีสติ

เราไม่อาจห้ามการเกิดแผ่นดินไหวได้
แต่เราสามารถลดความสูญเสียได้ด้วยความเข้าใจและการเตรียมพร้อมรับมือ

อ้างอิง :

  • U.S. Geological Survey (USGS). What is the “Ring of Fire”?
    https://www.usgs.gov/faqs/what-ring-fire
  • U.S. Geological Survey (USGS). Earthquake Hazards Program
    https://www.usgs.gov/programs/earthquake-hazards
  • NOAA Ocean Exploration. What is the Ring of Fire?
    https://oceanexplorer.noaa.gov/ocean-fact/rof/
  • สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. “รอยเลื่อนสะกาย: พลังเงียบใต้พื้นดิน สาเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่”
    https://www.senate.go.th/view/386/News/Update/293/TH-TH
  • หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ม.4 เล่ม 1 บทที่ 3 “ธรณีพิบัติภัย” สสวท.
  • Thai PBS News. แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย และเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก
    https://www.thaipbs.or.th/news/content/509585
  • Thai PBS News. “โคลอมเบีย” ประกาศภาวะฉุกเฉิน แผ่นดินไหวขนาด 7.4
    https://www.thaipbs.or.th/news/content/509284