ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เกษตรทฤษฎีใหม่กับการจัดการน้ำเพื่อแผ่นดิน

เกษตรทฤษฎีใหม่กับการจัดการน้ำเพื่อแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยและเสด็จพระราชดำเนินทั่วประเทศเพื่อทรงติดตามและทรงแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภาพจากเว็บไซต์สำนักพระราชวัง

พระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  นั้นเป็นทฤษฎีการเกษตรที่ใช้การคำนวณทางวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีนี้เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และให้มีพื้นที่และแนวทางในการทำการเกษตรให้พอเพียงเลี้ยงตัวได้นั่นเอง  

พระราชดำรัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อ 4 ธันวาคม 2535

  “…ทำทฤษฎีใหม่ เพื่อที่จะให้ประชาชนมีโอกาสทำเกษตรกรรมให้พอกิน ถ้าน้ำมีพอดีในปีไหน ก็สามารถที่จะประกอบการเกษตรหรือปลูกข้าวที่เรียกว่านาปีได้ ถ้าต่อไปในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถที่จะใช้น้ำที่กักไว้ในสระเก็บน้ำของแต่ละแปลงมาทำการเพาะปลูก แม้แต่ข้าวก็ยังปลูกได้ ไม่ต้องไปเบียดเบียนชลประทานระบบใหญ่ เพราะมีของตัวเอง แต่ก็อาจจะปลูกผักหรือเลี้ยงปลาหรือทำอะไรอื่น ๆ ก็ได้ ทฤษฎีใหม่นี้ มีไว้สำหรับป้องกันความขาดแคลนในยามปกติ

ก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึ้น ในยามที่มีอุทกภัย ก็สามารถที่จะฟื้นตัวได้เร็ว โดยไม่ต้องให้ทางราชการไปช่วยมากเกินไป ทำให้ประชาชนมีโอกาสพึ่งตนเองได้อย่างดี ฉะนั้น จึงได้สนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่…”

(ซ้าย) ภาพการจัดแบ่งพื้นที่ตามเกษตรทฤษฎีใหม่ (ขวา) พื้นที่ที่ดำเนินการตามเกษตรทฤษฎีใหม่ ภาพจากสารคดี เกษตรทฤษฏีใหม่ ตามรอยพระราชดำริของในหลวง โดย Thai PBS (17 ต.ค. 2559)

เกษตรทฤษฎีใหม่เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2532 ในพื้นที่ส่วนพระองค์บริเวณใกล้วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โดยทรงซื้อที่ดินขนาดประมาณ 15 ไร่ ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับขนาดถือครองเฉลี่ยของราษฎรหนึ่งครอบครัว และนำมาแบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่เป็น 3 ส่วน โดยทดลองแบบจำลองการจัดสรรพื้นที่ตามสัดส่วน 30:30:30:10 คือ ส่วนแรก ขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นา 30% โดยให้มีความลึก 4 เมตร (พื้นที่ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร จะจุน้ำประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร) สำหรับเก็บน้ำไว้ใช้เพาะปลูกและใช้อุปโภคบริโภคตลอดปี ส่วนที่สองในอัตราส่วน 60% นั้น แบ่งไปปลูกข้าว 30% ในช่วงฤดูฝนให้พอกินตลอดปี และปลูกพืชผสมผสานเช่นพืชสวน ไม้ผล ตามความเหมาะสมอีก 30% เพื่อไว้กินและหากเหลือก็นำไปขายได้ และส่วนที่สามอีก 10% เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ เช่นโรงเรือน คอกสัตว์ ลานตากพืชผล สำหรับพืชที่ควรปลูกและสัตว์ที่ควรเลี้ยงนั้น สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิชัยพัฒนา

ภาพแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ภาพดั้งเดิมโดยคุณปราโมทย์ ไม้กลัด จัดทำและตกแต่งภาพใหม่โดยเครื่องมือ ChatGPTและ Canva

จุดที่น่าสนใจของทฤษฎีนี้ คือ การใช้พื้นที่ 30% เพื่อขุดทำสระน้ำนั้นคำนวณมาจากสมดุลน้ำ โดยพิจารณาปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีในพื้นที่ ปริมาณการคายระเหยของพืช และความต้องการน้ำของนาข้าวและพืชไร่ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อให้ได้ขนาดสระที่ขนาดพอเหมาะแต่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอสำหรับพืชผลตลอดทั้งปี แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานเข้าถึง ซึ่งการคำนวณดังกล่าวมาจากหลักการทางวิศวกรรมทรัพยากรน้ำที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับเกษตรกร

ภาพจากมูลนิธิชัยพัฒนา : วงกลมเล็กคือบ่อน้ำของเกษตรกร

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงออกแบบระบบขั้นต่อไป เป็น “ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์” ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายอ่างเก็บน้ำที่เติมน้ำแบบขั้นบันได คือให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ (เช่น เขื่อนป่าสัก อ่างเก็บน้ำห้วยหินขาว) ทำหน้าที่เติมน้ำให้อ่างขนาดเล็กกว่า แล้วอ่างเล็กจึงส่งน้ำต่อมาเติมบ่อน้ำของเกษตรกรแต่ละราย เมื่อถึงฤดูแล้งเกษตรกรจึงสูบน้ำจากบ่อของตนมาใช้ได้ก่อน หากไม่พอจึงขอรับน้ำจากอ่างเล็กเป็นลำดับถัดไป เป็นการกระจายความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำออกเป็นหลายชั้น แทนที่จะพึ่งแหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียว ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรแปลงทฤษฎีใหม่ที่ที่ดินด้วยพระองค์เอง เพื่อติดตามผลการทดลองก่อนขยายผลไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งการติดตามผลนี้สะท้อนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน คือ การคิดแบบจำลอง ทดลองในพื้นที่จริง เก็บข้อมูล และปรับปรุงก่อนนำไปเผยแพร่ในวงกว้าง

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจพอเพียงเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2541 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ความตอนหนึ่งว่า

 “…ทฤษฎีใหม่เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนมีกินแบบตามอัตภาพ คือ อาจไม่รวยมากแต่ก็พอกินไม่อดอยาก..”

    “…อันนี้ถึงบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง หรือ ทฤษฎีใหม่ 2 อย่างนี้ จะนำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำได้โดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้…”

แนวทางการดำเนินการเกษตรทฤษฎีใหม่-เส้นทางพัฒนา ข้อมูลจากเว็บไซต์พอเพียง

แนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ไม่ได้มีเพียงแต่การจัดสรรที่ดิน แต่ทรงวางเส้นทางพัฒนาไว้เป็นลำดับ 3 ขั้น ขั้นแรก เกษตรกรแต่ละครอบครัวลงมือจัดการที่ดินและแหล่งน้ำของตนเอง เพื่อให้มีอาหารและน้ำเพียงพอต่อการดำรงชีวิต เมื่อทำได้มั่นคงแล้วจึงก้าวสู่ขั้นที่สอง คือการรวมกลุ่มหรือตั้งสหกรณ์ เพื่อช่วยกันดูแลตั้งแต่การผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ ไปจนถึงการศึกษาและการพัฒนาชุมชน และเมื่อกลุ่มเข้มแข็งแล้วจึงเข้าสู่ขั้นที่สาม คือการประสานความร่วมมือกับธนาคารและภาคเอกชน เพื่อหาแหล่งเงินทุนและช่องทางจำหน่ายผลผลิต ซึ่งทั้งเกษตรกรและหน่วยงานเหล่านั้นล้วนได้ประโยชน์ร่วมกัน ลำดับขั้นเช่นนี้สะท้อนแนวคิดว่า ความมั่นคงต้องเริ่มจากฐานรากของครัวเรือน แล้วจึงขยายออกสู่ชุมชนและสังคมในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม การนำทฤษฎีใหม่ไปใช้ไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่เสมอไป ปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณาคือสภาพดิน เพราะดินร่วนและดินทรายอุ้มน้ำได้ไม่ดี สระที่ขุดจึงอาจรั่วซึม ส่วนดินเปรี้ยวและดินเค็มก็อาจไม่เหมาะกับพืชที่ต้องการปลูก เกษตรกรจึงควรปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนลงมือดำเนินการ สำหรับสัดส่วน 30:30:30:10 นั้น พระองค์ทรงคำนวณจากขนาดการถือครองที่ดินเฉลี่ยราว 15 ไร่ต่อครัวเรือน แต่ขนาดของพื้นที่ไม่ใช่กฎตายตัว ผู้ที่มีที่ดินมากหรือน้อยกว่านี้สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ในพื้นที่นั้นควรปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายชนิด เพื่อให้มีอาหารตลอดปี ลดรายจ่ายในครัวเรือน และมีผลผลิตเหลือจำหน่ายเป็นรายได้ อีกทั้งควรอาศัยพลังของชุมชนในการลงแขก ซึ่งช่วยลดค่าจ้างแรงงานและสร้างความสามัคคี ส่วนดินที่ขุดจากสระ ควรแยกกองหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไว้ต่างหาก เพื่อนำกลับมาใช้ปลูกพืชภายหลัง

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมและพระราชทานคำแนะนำแก่หน่วยงานราชการเพื่อบรรเทาปัญหาต่างๆของพสกนิกร ภาพจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เกี่ยวกับการนำเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ มีความตอนหนึ่ง ดังนี้

“…การทำทฤษฎี ใหม่นี้มิใช่ของง่ายๆ แล้วแต่ที่ แล้วแต่โอกาส และแล้วแต่งบประมาณ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทราบถึงทฤษฎีใหม่นี้กว้างขวางและแต่ละคนก็อยากได้ ให้ทางราชการขุดสระแล้วช่วย แต่มันไม่ใช่สิ่งง่ายนัก บางแห่งขุดแล้วไม่มีน้ำ แม้จะมีฝนน้ำก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ามันรั่ว หรือบางทีก็เป็นที่ที่รับน้ำไม่ได้ ทฤษฎีใหม่นี้จึงต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมด้วย…ฉะนั้น การที่ปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่หรืออีกนัยหนึ่ง ปฏิบัติเพื่อหาน้ำให้แก่ราษฎร เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่าย ต้องช่วยกันทำ…“

โดยสรุปสิ่งที่ทำให้เกษตรทฤษฎีใหม่โดดเด่นและน่าสนใจมีสามประการ ประการแรก คือการวางผังที่ดินผืนเล็กให้แบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน เพื่อให้ครอบครัวเกษตรกรได้ประโยชน์จากพื้นที่จำกัดอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก่อนหน้านั้นยังไม่เคยมีผู้ใดนำเสนอมาก่อน ประการที่สอง คือการคำนวณด้วยหลักวิชาการว่าต้องกักเก็บน้ำในปริมาณเท่าใด จึงจะเพียงพอต่อการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี และประการที่สาม คือการวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้ผู้ที่สนใจและมีความพร้อมสามารถศึกษาและปรึกษาขอข้อมูลได้จากหน่วยงานตามลิงก์ที่แสดงบนเว็บไซต์มูลนิธิชัยพัฒนา  

นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เกษตรทฤษฎีใหม่น่าสนใจมาก เพราะได้นำคณิตศาสตร์พื้นฐานอย่างอัตราส่วนและการคำนวณสมดุลของน้ำ ไปแก้ปัญหาของเกษตรกรได้จริง ไม่ได้เป็นแค่โจทย์ในหนังสือเรียน และผู้ที่ดำเนินการได้ต่อยอดจากพระราชดำริในรูปแบบของการนำหลักการมาปรับให้เข้ากับสภาพพื้นที่ของตน และการลงมือปฏิบัติตามแนวทางที่ปรับแล้วจนเห็นผลเป็นรูปธรรม ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ รูปแบบการทำนาที่สร้างรายได้ต่อไร่ถึงหนึ่งแสนบาทของเกษตรกรบางกลุ่ม โมเดล “โคก หนอง นา” และการจัดการฟาร์มในลักษณะฟาร์มคาเฟ่  ทั้งนี้คุณครูคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์สามารถนำอัตราส่วน 30:30:30:10 ให้นักเรียนลองคำนวณสัดส่วนพื้นที่ของตนเองและวางแผนการจัดการในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับพระราชปณิธานของพระองค์อย่างเป็นรูปธรรม

เนื่องในวันนวมินทรมหาราช ผู้บริหารและพนักงานของ สสวท. ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงนำหลักวิชาการและความเพียรพระราชหฤทัยเพื่อให้พสกนิกรชาวไทยมีความมั่นคงในชีวิต

อ้างอิง:

  1. Thai PBS. 17 ตุลาคม 2559. เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยพระราชดำริของในหลวง [Video]. YouTube. https://youtu.be/VWoa9rrybSw?si=I5tAH6EMx7pH3F0-
  2. ข่าวสด. 26 ตุลาคม 2559. การเกษตรทฤษฎีใหม่ พระอัจฉริยภาพในหลวง. https://www.khaosod.co.th/politics/hot-topics/news_68373 เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  3. ปราโมทย์ ไม้กลัด. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ม.ป.ป. ทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ.  https://web.ku.ac.th/nk40/pramote.htm เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  4. สำนักงาน กปร. ม.ป.ป. ทฤษฎีใหม่. http://km.rdpb.go.th/Knowledge/view/54  เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  5. มูลนิธิชัยพัฒนา. ม.ป.ป. ทฤษฎีใหม่-ข้อสำคัญที่ควรพิจารณา. https://www.chaipat.or.th/concept-and-theory-development/new-theory/item/1304-2010-06-03-06-55-19.html  เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  6. มูลนิธิชัยพัฒนา. ม.ป.ป. ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น. https://www.chaipat.or.th/concept-and-theory-development/new-theory/item/1301-2010-06-03-05-40-47.html  เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  7. มูลนิธิชัยพัฒนา. ม.ป.ป. ทฤษฎีใหม่-ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า. https://www.chaipat.or.th/concept-and-theory-development/new-theory/item/1302-2010-06-03-05-49-42.html  เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  8. มูลนิธิชัยพัฒนา. ม.ป.ป. ทฤษฎีใหม่-ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์. https://www.chaipat.or.th/concept-and-theory-development/new-theory/item/1306-2010-06-03-07-11-23.html  เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  9. มูลนิธิชัยพัฒนา. ม.ป.ป. บทนำ ทฤษฎีใหม่-ทฤษฎีใหม่. https://www.chaipat.or.th/concept-and-theory-development/new-theory.html  เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  10. สำนักงาน กปร. ม.ป.ป. สรุปพระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 ด้านโครงการพัฒนาการเกษตร (ทฤษฎีใหม่). http://km.rdpb.go.th/Knowledge/View/181  เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569
  11. เรืองสังข์, สมาพร. 2024. เกษตรทฤษฎีใหม่บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชน. วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์, 10(2), 301–316. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/264078
  12. สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา. 15 กันยายน 2563. เกษตรทฤษฎีใหม่. https://www.opsmoac.go.th/chachoengsao-article_prov-preview-421691791826  เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569