ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

5 Facts about Ozone 5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โอโซน” เกราะบาง ๆ ที่ช่วยปกป้องโลก

5 Facts about Ozone 5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โอโซน” เกราะบาง ๆ ที่ช่วยปกป้องโลก

ทุกครั้งที่เราออกไปทำงานหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน นอกจากแสงแดดและความร้อนที่สัมผัสได้แล้ว ยังมี รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่เดินทางตรงจากดวงอาทิตย์มาถึงเราทุกคนด้วย แต่โชคดีที่ธรรมชาติมีเกราะสำคัญที่ช่วยลดปริมาณรังสี UV ที่เป็นอันตรายไม่ให้ลงมาถึงพื้นโลกมากเกินไป เกราะที่ว่านั้นคือ “ชั้นโอโซน”

แม้โอโซนจะมีอยู่เพียงเล็กน้อยในบรรยากาศ แต่กลับมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างมาก และครั้งหนึ่งชั้นโอโซนเคยเผชิญปัญหาจากสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น จนนำไปสู่ความร่วมมือของนานาประเทศผ่าน พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1987 เพื่อควบคุมและยุติการใช้สารทำลายชั้นโอโซน

วันที่ 16 กันยายน ของทุกปี จึงได้รับการกำหนดให้เป็น วันโอโซนโลก (World Ozone Day) เพื่อย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปกป้องชั้นโอโซน และในปัจจุบันเรากำลังพบข่าวดีว่า ชั้นโอโซนของโลกอยู่บนเส้นทางการฟื้นตัว

แล้ว “โอโซน” คืออะไร? ทำไมโอโซนบางชนิดช่วยปกป้องเรา แต่บางชนิดกลับเป็นมลพิษ? “รูโหว่โอโซน” เป็นรูจริงหรือไม่? และชั้นโอโซนกำลังฟื้นตัวแค่ไหน? มาทำความรู้จัก 5 Facts about Ozone — 5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโอโซน เกราะบาง ๆ ที่ช่วยปกป้องโลก กัน

  • FACT 1 | โอโซน = ออกซิเจน 3 อะตอม

โอโซน (O) ประกอบด้วยอะตอมออกซิเจน 3 อะตอม ต่างจากออกซิเจน (O₂) ที่เราใช้หายใจซึ่งมีเพียง 2 อะตอม ข้อมูลจาก NASA Ozone Watch ระบุว่า โอโซนประมาณ 90% ในบรรยากาศโลกอยู่ในชั้นสตราโตสเฟียร์ โดยบริเวณที่มีโอโซนเข้มข้นนี้เรียกว่า “ชั้นโอโซน” (Ozone Layer) แม้จะมีอยู่เพียงเล็กน้อยในบรรยากาศ แต่กลับมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต เพราะช่วยดูดกลืนรังสี UV จากดวงอาทิตย์ไม่ให้เดินทางมาถึงพื้นผิวโลกมากเกินไป

  • FACT 2 | อยู่สูงช่วยปกป้อง อยู่ใกล้พื้นเป็นมลพิษ

โอโซนชนิดเดียวกันแต่เมื่ออยู่ต่างตำแหน่งก็สามารถส่งผลกระทบที่แตกต่างกันได้ โดยโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ ทำหน้าที่เสมือนเกราะช่วยลดปริมาณรังสี UV ที่เป็นอันตรายไม่ให้ลงมาถึงพื้นโลกมากเกินไป แต่กลับกัน เมื่อเป็น โอโซนระดับพื้นดิน (Ground-level Ozone) ในชั้นโทรโพสเฟียร์กลับเป็นมลพิษทางอากาศ โดยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีของสารมลพิษในอากาศภายใต้สภาวะที่เหมาะสม และอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น อาจจำง่าย ๆ ว่า “โอโซนอยู่สูงช่วยปกป้อง อยู่ใกล้พื้นกลับเป็นมลพิษ”

  • FACT 3 | “ชั้นโอโซน” บางกว่าที่เราคิด

คำว่า “ชั้นโอโซน” อาจทำให้นึกถึงชั้นแก๊สหนา ๆ ที่ห่อหุ้มโลก แต่จริง ๆ แล้วโอโซนมีอยู่เพียงเล็กน้อยและกระจายตัวอยู่ในบรรยากาศ โดยทั่วไปมีปริมาณประมาณ 300 Dobson Unit (DU) หากนำโอโซนทั้งหมดเหนือพื้นที่หนึ่งมารวมกันและบีบอัดภายใต้อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน โอโซนจะมีความหนาเพียงประมาณ 3 มิลลิเมตร เท่านั้น แต่เกราะบาง ๆ นี้กลับมีบทบาทสำคัญในการช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตจากรังสี UV ที่เป็นอันตรายไม่ให้ลงมาถึงพื้นโลกมากเกินไป

  • FACT 4 | “รูโหว่โอโซน” ไม่ใช่รู และกำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น

Ozone Hole หรือ “รูโหว่โอโซน” ไม่ได้หมายถึงรูหรือบริเวณที่ไม่มีโอโซนอยู่เลย แต่คือบริเวณที่ปริมาณโอโซนลดต่ำลงอย่างมาก ปรากฏการณ์นี้เกิดเด่นชัดเหนือ ทวีปแอนตาร์กติกา เป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกใต้ โดยขนาดและความรุนแรงแตกต่างกันไปตามสภาพบรรยากาศและปริมาณสารทำลายชั้นโอโซน

ข่าวดีคือ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่า รูโหว่โอโซนเหนือแอนตาร์กติกาในปี 2025 มีขนาดค่อนข้างเล็กและคงอยู่ไม่นาน โดยมีขนาดเล็กเป็น อันดับ 5 เมื่อเปรียบเทียบนับตั้งแต่ปี 1992 และปิดตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ในช่วงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รูโหว่โอโซนปี 2025 มีพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 18.71 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเล็กกว่าขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยตรวจพบในปี 2006 ประมาณ 30% อย่างไรก็ตาม ขนาดของรูโหว่โอโซนผันแปรได้ในแต่ละปี นักวิทยาศาสตร์จึงพิจารณาจากแนวโน้มระยะยาวเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันกำลังแสดงสัญญาณไปในทิศทางที่ดี

  • FACT 5 | ชั้นโอโซนกำลังฟื้นตัว เพราะโลกร่วมมือกัน

สารทำลายชั้นโอโซน เช่น CFCs (Chlorofluorocarbons) ที่เคยถูกใช้อย่างแพร่หลาย สามารถนำไปสู่ปฏิกิริยาที่ทำลายโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ ปัญหานี้นำไปสู่ความร่วมมือของนานาประเทศผ่าน พิธีสารมอนทรีออล เพื่อควบคุมและทยอยยกเลิกการใช้สารทำลายชั้นโอโซน และหลายทศวรรษต่อมา เรากำลังเห็นผลของความร่วมมือนั้น

WMO ระบุว่า หากนโยบายในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป ชั้นโอโซนมีแนวโน้มกลับสู่ระดับใกล้เคียงปี 1980 โดยประมาณปี…

ค.ศ. 2040 — พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก
ค.ศ. 2045 — อาร์กติก
ค.ศ. 2066 — แอนตาร์กติกา

ความร่วมมือนี้ยังส่งผลดีต่อสภาพภูมิอากาศ โดย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า การลดการใช้สาร HFCs ตาม Kigali Amendment คาดว่าจะช่วยหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ประมาณ 0.3–0.5°C ภายในปี 2100

จากวิทยาศาสตร์…สู่ความร่วมมือของคนทั้งโลก

เรื่องราวของชั้นโอโซนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การติดตามตรวจวัด นโยบายภาครัฐ และความร่วมมือระหว่างประเทศ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกได้ แม้การฟื้นตัวของชั้นโอโซนยังต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษ และรูโหว่โอโซนยังผันผวนได้ในแต่ละปี การติดตามและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องจึงยังคงสำคัญ

วันโอโซนโลกจึงไม่เพียงชวนให้เรารู้จัก “โอโซน” แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อวิทยาศาสตร์นำไปสู่การลงมือทำ และทั่วโลกร่วมมือกัน เราก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลกดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

——————————–

แหล่งข้อมูล :

  1. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
    16 กันยายน วันโอโซนโลก
    https://www.ipst.ac.th/knowledge/14866/world-ozone-day.html
  2. NASA Goddard Space Flight Center — NASA Ozone Watch
    Ozone Facts https://ozonewatch.gsfc.nasa.gov/facts/SH.html

    Latest Status of Ozone https://ozonewatch.gsfc.nasa.gov/
  3. U.S. Environmental Protection Agency (EPA)
    What is Ozone?
    https://www.epa.gov/ozone-pollution-and-your-patients-health/what-ozone
  4. World Meteorological Organization (WMO)
    Small and short-lived 2025 ozone hole confirms long-term recovery trend
    https://wmo.int/media/news/small-and-short-lived-2025-ozone-hole-confirms-long-term-recovery-trend
  5. United Nations Environment Programme (UNEP)
    Ozone layer recovery is on track, helping avoid global warming by 0.5°C
    https://www.unep.org/news-and-stories/press-release/ozone-layer-recovery-track-helping-avoid-global-warming-05degc