ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ไขความลับใจกลางโลกที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง

ไขความลับใจกลางโลกที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง

                            ภาพใบปิดหนังจาก Prime Video                             
ภาพปกหนังสือจาก Wikipedia

ใครเคยดู Journey to the Center of the Earth หนังครอบครัวที่ออกฉายเมื่อปี 2008 กันบ้าง หนังเน้นการผจญภัยของตัวละครหลักที่พาหลานของตัวเองไปตามรอยข้อมูลของพี่ชายที่เป็นนักธรณีวิทยาไกลถึงประเทศไอซ์แลนด์ แล้วพากันดิ่งลึกลงไปจากพื้นผิวโลกจนเจอถ้ำมหัศจรรย์ ไดโนเสาร์ สัตว์แปลกๆ และทะเลใต้พิภพ เหมือนกับที่บรรยายในหนังสือ Journey to the Center of the Earth ที่เขียนโดย Jules Verne เป๊ะเลย การผจญภัยของสองอาหลานและอีกหนึ่งไกด์เพื่อหาทางกลับมาบนพื้นโลกนั้นสนุกและตื่นเต้นมากจนกระตุ้นให้อยากรู้ว่าใจกลางโลกเป็นยังไงกันแน่ !?!

ภาพจากเว็บไซต์ สสวท.

รู้หรือไม่ว่ายิ่งลึกลงไปจากผิวโลก อุณหภูมิและความดันจะสูงขึ้นมหาศาล! นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าบริเวณรอยต่อระหว่างแก่นโลกชั้นในที่มีสถานะเป็นของแข็งกับแก่นโลกชั้นนอกที่มีสถานะเป็นของเหลว หรือ Lehmann-Bullen discontinuity มีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 6,000 องศาเซลเซียส ร้อนแบบนี้พอๆ กับพื้นผิวดวงอาทิตย์เลยทีเดียว แค่คิดก็ร้อนแทนแล้วนะ (-_-)’

ภาพ Kola Superdeep Borehole จากเว็บไซต์ Atlasobscura; (ซ้าย) ปากหลุม (กลาง-ขวา) บริเวณหลุม

แล้วมนุษย์เคยขุดผิวโลกลงไปลึกที่สุดแค่ไหนกันแน่ ? คำตอบคือ หลุมเจาะที่ลึกที่สุดในโลกอยู่ที่คาบสมุทรโคลา ประเทศรัสเซีย ชื่อว่า Kola Superdeep Borehole เพื่อศึกษาชั้นผิวของโลก เริ่มตั้งแต่ปี 1970 และใช้เวลาขุดหลายสิบปี จนได้ความลึกแนวดิ่งสูงสุดประมาณ 12,262 เมตร (ราว 12 กิโลเมตร หรือสูงกว่ายอดเขาเอเวอร์เรสต์ 1.4 เท่า) ฟังดูว่าลึกมากแล้ว แต่ที่น่าทึ่งคือตอนแรกนักวิทยาศาสตร์คาดว่าที่ความลึกนี้อุณหภูมิควรอยู่ราว 100 องศาเซลเซียส แต่กลับพบว่าร้อนถึงประมาณ 300 องศาเซลเซียส และแม้จะลึกขนาดนั้น ก็ยังเจาะทะลุเปลือกโลกไปได้เพียงประมาณหนึ่งในสามของความหนาเปลือกโลกบริเวณนั้นเท่านั้น เพราะระยะทางจากผิวโลกถึงใจกลางโลกจริงๆ นั้นไกลกว่านี้มาก

ในเมื่อไม่สามารถเดินทางไปถึงแก่นโลกได้ แล้วนักวิทยาศาสตร์รู้ได้ยังไงว่าข้างในโลกมีลักษณะแบบไหน คำตอบคือเรียนรู้จาก “คลื่นแผ่นดินไหว” หรือทางวิชาการเรียกว่า “คลื่นไหวสะเทือน” (Seismic Wave) นั่นเอง เมื่อเกิดแผ่นดินไหว คลื่นไหวสะเทือนจะเดินทางผ่านชั้นต่างๆ ของโลก และเปลี่ยนความเร็วหรือทิศทางไปตามสมบัติเชิงกลของวัสดุที่มันเจอ นักวิทยาศาสตร์จึงใช้ข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนมาศึกษาสมบัติเชิงกลของชั้นโครงสร้างภายในโลก แบ่งเป็นชั้นตามองค์ประกอบทางเคมีคือ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก ในส่วนแก่นโลกนั้นก็แบ่งเป็นสองชั้นย่อย คือแก่นโลกชั้นนอกที่มีสถานะเป็นของเหลว และแก่นโลกชั้นในที่มีสถานะเป็นของแข็ง ถึงแม้แก่นโลกชั้นในจะร้อนเท่าผิวดวงอาทิตย์แต่ยังคงสถานะเป็นของแข็งได้เพราะแรงดันมหาศาลที่กดทับอยู่  

ความจริงของใจกลางโลกก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้ในหนัง และแม้ว่าเราจะยังไปไม่ถึงแกนโลกจริงๆ แต่วิทยาศาสตร์ก็ทำให้เรา “มองเห็น” สิ่งที่ตาเปล่ายังเห็นไม่ได้ในปัจจุบัน

อ้างอิง :

อ้างอิงภาพ :