ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

AI กำลังเปลี่ยนโฉมห้องเรียนวิทยาศาสตร์

ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในห้องเรียนวิทยาศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเดิมที่ครูเป็นผู้ออกแบบบทเรียนและกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งหมด วันนี้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่สามารถสร้างคำถาม ออกแบบแบบฝึกหัด ช่วยประเมินผล หรือแม้แต่เสนอแนวทางจัดกิจกรรมได้อย่างรวดเร็วและหลากหลาย เทคโนโลยีดังกล่าวจึงไม่เพียงเปลี่ยนเครื่องมือที่ใช้สอน แต่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการเรียนรู้ทั้งระบบ

รายงานของ OECD ซึ่งสำรวจแพลตฟอร์ม AI ยอดนิยมกว่า 60 แห่งทั่วโลก พบว่า ChatGPT เป็นเครื่องมือที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด แม้จะมีเครื่องมือใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณการใช้งานกลับไม่มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้สูง การเข้าถึงและการใช้งาน AI เป็นไปอย่างเข้มข้น สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและการศึกษาในระดับสากล

ในบริบทของห้องเรียนวิทยาศาสตร์ AI มีศักยภาพในการสนับสนุนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ช่วยวิเคราะห์จุดอ่อนของผู้เรียน ให้ข้อมูลย้อนกลับที่รวดเร็ว และลดภาระงานบางส่วนของครู นอกจากนี้ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการอภิปราย สนับสนุนการทำงานกลุ่ม และกระตุ้นการตั้งคำถามเชิงลึก หากออกแบบการใช้งานอย่างเหมาะสม AI อาจช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ใช้เวลามากขึ้นกับการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกดังกล่าวมาพร้อมกับข้อกังวลที่ไม่อาจมองข้าม งานวิจัยของ Microsoft ในปี 2025 ซึ่งศึกษากลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ พบแนวโน้มความสัมพันธ์เชิงผกผันระหว่างความเชื่อมั่นใน AI กับการใช้การคิดอย่างมีวิจารณญาณ กล่าวคือ เมื่อผู้ใช้เชื่อมั่นใน AI มากขึ้น ระดับการใช้การคิดเชิงวิพากษ์กลับมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงกลับใช้ทักษะดังกล่าวมากขึ้น

ในทำนองเดียวกัน รายงานผ่าน Phys.org เกี่ยวกับปรากฏการณ์ “cognitive offloading” หรือการถ่ายโอนภาระความคิดไปยังเครื่องมือภายนอก ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างความถี่ในการใช้ AI กับคะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะในกลุ่มวัย 17–25 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยของนักเรียนและนักศึกษาโดยตรง ข้อค้นพบเหล่านี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา

สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การตั้งสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผล หากผู้เรียนใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือหาคำตอบสำเร็จรูปโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง ทักษะพื้นฐานเหล่านี้อาจถูกลดทอนลงอย่างเงียบ ๆ ผลงานที่ดูสมบูรณ์อาจไม่สะท้อนการเรียนรู้ที่แท้จริง

คุณครูบางท่านอาจแย้งในใจว่า ไม่อยากให้มีการใช้ AI ในห้องเรียนเพราะคุณครูอาจเคยพบว่า งานที่มอบหมายให้แก่นักเรียนเป็นผลงานที่มาจาก AI ทั้งหมด ไม่มีการขัดเกลาหรือใส่ไอเดียใด ๆ ของตนเองลงไปเลย หรือแม้แต่การมอบหมายแบบฝึกหัดท้ายบทเรียนให้แก่นักเรียน นักเรียนยังคงไม่ลงมือทำเอง แต่กลับหาเฉลยที่พบได้ทั่วไปบนอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้แก่คุณครูเป็นอย่างมาก เพราะเป็นห่วงอนาคตของนักเรียน นักเรียนไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของตนเอง แล้วค่อย ๆ ก้าวไปสู่เป้าหมาย หากแต่กลับใช้เป็นทางลัดเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธหรือยอมรับ AI อย่างสุดโต่ง หากแต่เป็นการออกแบบการใช้ให้เหมาะสม ครูยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบและจังหวะการใช้ AI ในห้องเรียน หลักการพื้นฐานที่ควรยึดถือ ได้แก่ การใช้ AI เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่แทนที่กระบวนการคิดของผู้เรียน การให้ความสำคัญกับความรู้และทักษะพื้นฐานที่ไม่พึ่งพา AI และการประเมินกระบวนการคิดควบคู่ไปกับผลลัพธ์ของงาน

ในทางปฏิบัติ ครูอาจให้ AI สร้างชุดข้อมูลหรือสถานการณ์จำลอง แล้วให้นักเรียนเป็นผู้วิเคราะห์ ตีความ และตั้งข้อสรุปด้วยตนเอง อาจใช้กรอบ “ข้อกล่าวอ้าง–หลักฐาน–การให้เหตุผล” เพื่อให้นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI อย่างมีระบบ หรือให้นักเรียนเปรียบเทียบการวิเคราะห์ข้อมูลของตนเองกับการวิเคราะห์ของ AI เพื่อเรียนรู้ทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดของเครื่องมือ นอกจากนี้ การใช้ AI เป็นจุดตั้งต้นของการอภิปรายในชั้นเรียน มากกว่าการให้คำตอบโดยตรง จะช่วยรักษาบทบาทเชิงรุกของผู้เรียนไว้ได้

ท้ายที่สุดแล้ว AI ไม่ได้เป็นทั้งผู้ร้ายหรือผู้กอบกู้การศึกษาโดยลำพัง คุณค่าหรือโทษของมันขึ้นอยู่กับวิธีการนำไปใช้ หากใช้เพื่อแบ่งเบางานที่เป็นกิจวัตร เปิดพื้นที่เวลาให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ และสร้างความเข้าใจเชิงลึกด้วยตนเอง AI ก็อาจเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการยกระดับการเรียนรู้ แต่หากใช้เป็นทางลัดสู่คำตอบ โดยละเลยกระบวนการคิดที่เป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ที่แท้จริงก็อาจค่อย ๆ เลือนหายไปโดยไม่รู้ตัว

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก https://www.nsta.org/

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.6 https://proj14.ipst.ac.th/m4-6-cs/m6-cs/