บทความโดย นายปภินวิช ไหวดี

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ ได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการดำรงชีวิตของมนุษย์ ระบบการศึกษาจึงไม่อาจยึดติดอยู่กับกรอบแนวคิดและวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเดิม หากแต่ต้องปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการเผชิญความไม่แน่นอนในอนาคต การพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ การแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล การใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับสากล
ในบริบทของประเทศไทย “สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)” เป็นองค์กรหลักที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนคุณภาพการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ทศวรรษ วิสัยทัศน์ของ สสวท. ในการเป็น “องค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคดิจิทัล” สะท้อนให้เห็นถึงการมองไกลและการตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วิสัยทัศน์ดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการพัฒนาความรู้เชิงเนื้อหา แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ หลักสูตร สื่อ และเทคโนโลยีในฐานะ “นวัตกรรมทางการศึกษา” ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างแท้จริง
แนวคิดสำคัญของ สสวท. เน้นการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีวิจารณญาณ และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญของพลเมืองในยุคดิจิทัล ขณะเดียวกัน สสวท. ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านการพัฒนาสื่อและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ครูและผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ทุกที่ทุกเวลา อันเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาในเชิงโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนการศึกษาในยุคดิจิทัลย่อมเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี กระบวนการทำงาน ทรัพยากรมนุษย์ และวัฒนธรรมองค์กร สสวท. ได้ตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าวผ่านการพัฒนาระบบบริหารจัดการและบริการดิจิทัลจำนวนมาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร และรองรับการเรียนรู้ของครูและผู้เรียนในวงกว้าง ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เข้มแข็งและยั่งยืน
บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาพรวมของการพลิกโฉมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยสู่ความยั่งยืนผ่านแนวทางการดำเนินงานของ สสวท. ในการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศไทยในยุคดิจิทัล และเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของ “สสวท.” ให้มากยิ่งขึ้น ผู้เขียนได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร. ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งได้มอบโอกาสให้ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

รองศาสตราจารย์ ดร. ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
1. ที่มาและแนวคิดของ “วิสัยทัศน์ สสวท.”
วิสัยทัศน์ของ สสวท. คือ การเป็นองค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรม การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคดิจิทัล โดยมีที่มาและแนวคิดที่มุ่งสะท้อนถึงการมองอนาคตของการศึกษาไทยในบริบทของโลกยุคดิจิทัล ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร และรูปแบบการเรียนรู้ โดยมีแนวคิดที่สำคัญดังนี้
1.1 “สร้างสรรค์นวัตกรรม” : สสวท. มุ่งพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ตัวหลักสูตร สื่อ และเทคโนโลยี เพื่อให้การจัดการศึกษาไม่ใช่เพียงวิธีแบบเดิม แต่เป็นนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และเชื่อมโยงกับบริบทดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.2 “พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน” : สสวท. มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนไม่เพียงมีความรู้เท่านั้น แต่ต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะและเจตคติที่ดีในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และการปรับตัวในยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพในอนาคต
1.3 “สอดคล้องกับการศึกษาในยุคดิจิทัล”: สสวท. ต้องการให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ในหลากหลายรูปแบบและผสมผสานกับสื่อดิจิทัล นวัตกรรมทางการศึกษา และเครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
2. ความท้าทายของ “สสวท.” ต่อการส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยในยุคดิจิทัล
ความท้าทายสำคัญของ สสวท. ในยุคดิจิทัล คือ การปรับเปลี่ยนสู่องค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Go Digital) เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี โดยต้องปรับทั้งทรัพยากรมนุษย์ กระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรควบคู่กันไป ซึ่ง สสวท. ได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล การสื่อสารภายใน การวิเคราะห์ข้อมูล และแพลตฟอร์มบริการดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์การทำงานในยุคที่ต้องการความรวดเร็วและยืดหยุ่นสูง ปัจจุบันมีระบบในรูปแบบดิจิทัลสำหรับบริหารจัดการงานภายใน สสวท. รวมทั้งให้บริการครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน รวม 25 ระบบ เช่น ระบบ e-Services ระบบอบรมครูออนไลน์ (https://teacherpd.ipst.ac.th ) คลังสื่อดิจิทัล SciMath (https://www.scimath.org ) แชตบอตวิชาการ และระบบฐานข้อมูลเครือข่ายการศึกษา เป็นต้น ทำให้การบริหารจัดการงานภายใน สสวท. เป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังรองรับการเข้าใช้งานของครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
ความเหลื่อมล้ำทางการเข้าถึงสื่อและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในยุคดิจิทัลที่ทำให้การดำเนินงานหลายอย่างของ สสวท. ยังไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งประเทศ เราจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วย
3. เป้าหมายของ “สสวท.”
สสวท. มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับขั้นพื้นฐานแบบครบวงจร ตั้งแต่หลักสูตร สื่อ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การประเมินและวัดผล ไปจนถึงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในฐานะกลไกหลักสำคัญของการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เป็นโค้ชและผู้อำนวยการเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการออกแบบและจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิด สำหรับใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสม โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้
3.1 ริเริ่มและพัฒนาหลักสูตร สื่อ และการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม โดยคำนึงถึงการเรียนรู้เชิงลึกและทักษะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ในหลากหลายรูปแบบ
3.2 สนับสนุนการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูมีศักยภาพสูงในการจัดการเรียนรู้และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
3.3 ส่งเสริมและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ผ่านโครงการและกิจกรรมเช่น โอลิมปิกวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ การให้ทุนการศึกษากับผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีศักยภาพสูง
นอกจากนี้ สสวท. ได้ดำเนินการปรับองค์กรสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารจัดการสื่อดิจิทัล และหลักสูตรอบรมครูออนไลน์ภายใต้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ สสวท. เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
4. ทุนการศึกษาภายใต้ “สสวท.”
ปัจจุบัน สสวท. ให้ทุนการศึกษาแก่ผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ 3 ประเภท
4.1 ทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ทุน พสวท.) ทุน พสวท. ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ดังนี้
(1) ผลิตนักวิทยาศาสตร์ที่มีศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับสูง และสามารถเป็นผู้นำในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อเป็นฐานรองรับการพัฒนาประเทศ และเสริมสร้าง ศักยภาพความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเพื่อยกระดับความสามารถของประเทศ สำหรับการแข่งขันในเวทีโลก
(2) สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสนใจเรียนและเลือกอาชีพในสายวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา โครงการได้พัฒนาตั้งแต่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงบัณฑิตระดับปริญญาโทและเอกจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผลิตบัณฑิตแล้วกว่า 2,150 คน ปัจจุบันกระจายตัวปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) (86%) และภาคเอกชน (49 คน) และได้สร้างบุคลากรระดับศาสตราจารย์จำนวน 36 ท่าน รวมถึงผู้ได้รับรางวัลวิชาการระดับชาติและนานาชาติจำนวนมาก
4.2 ทุนโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (ทุน สควค.)
ทุน สควค. ก่อตั้งปี พ.ศ. 2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ สอนระดับมัธยมศึกษา ในสาขาวิชาเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นผู้นำทางวิชาการ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้กับโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 จนถึงปัจจุบัน โดยมีการดำเนินงานเป็นระยะ ดังนี้
ระยที่ 1 (พ.ศ. 2539 – 2545)
ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2548 – 2549)
ระยะที่ 3 ช่วงต้น (พ.ศ. 2553 – 2560) และระยะที่ 3 ช่วงสอง (พ.ศ. 2556 – 2561)
ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2566 – 2569)
ตลอดเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา โครงการได้ผลิตบัณฑิตครูแล้วกว่า 5,522 คน จากการติดตามข้อมูลในปี พ.ศ. 2566 บัณฑิตทุนโครงการ สควค. ยังคงปฏิบัติงานในหน่วยงานในตำแหน่งต่าง ๆ จำนวนกว่า 5,150 คน โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.7 ปฏิบัติงานครูและเป็นผู้บริหาร ร้อยละ 6 ซึ่งกระจายตัวทำงานในหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะในกระทรวงศึกษาธิการ 4,869 คน กระทรวงมหาดไทย 108 คน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 192 คน กระทรวงกลาโหม 1 คน กระทรวงวัฒนธรรม 1 คน และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 1 คน
4.3 ทุนโอลิมปิกวิชาการ
ทุนโอลิมปิกวิชาการก่อตั้งในปี พ.ศ. 2532 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้แทนประเทศไทยที่ไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ได้ต่อยอดโดยได้รับทุนการศึกษาต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ในสาขาที่ตนเองมีความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และกลับมาเป็นผู้นำวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และนวัตกรสร้างสรรค์ ที่เป็นกำลังคนในการพัฒนาประเทศด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา โครงการได้ผลิตบัณฑิตแล้วกว่า 29 คน จากการติดตามข้อมูลในปี พ.ศ. 2568 บัณฑิตทุนโครงการโอลิมปิกวิชาการฯ ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอิสระในกำกับของรัฐ จำนวน 23 คน
5. “สสวท.” กับนวัตกรรมการส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สสวท. ขับเคลื่อนนวัตกรรมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาหลักสูตร สื่อ อุปกรณ์ การประเมินและวัดผล การพัฒนาครู และการส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ โดยยึดแนวคิดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการใช้กลยุทธ์ดิจิทัลเป็นกลไกหลัก เพื่อสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ ทันโลก และสามารถสร้างนวัตกรรมได้จริง
5.1 หลักสูตรและการเรียนรู้ STEM สสวท. มุ่งพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ที่เน้นการบูรณาการความรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เข้ากับการแก้ปัญหาในชีวิตจริง ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ทั้งนี้ หลักสูตรและแนวทางการจัดการเรียนรู้ของ สสวท. จึงไม่ใช่เพียง “สอนตามเนื้อหา” แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ สร้างนวัตกรรม และต่อยอดสู่การประกอบอาชีพในอนาคต เช่น สื่อแบบปฏิสัมพันธ์ แชตบอตวิชาการ บอร์ดเกม เป็นต้น
5.2 การใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีการศึกษา สสวท. ให้ความสำคัญกับการใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีการศึกษาในฐานะ เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ สสวท. ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยรวบรวมสื่อการเรียนรู้ ที่มีมาตรฐาน คัดกรองคุณภาพและความถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้ง AI และสอดคล้องกับหลักสูตรในโรงเรียนไว้อย่างครบครัน เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษา และขยายโอกาสการเรียนรู้ เชื่อมโยงผู้คน ข้อมูลข่าวสาร และแหล่งเรียนรู้ สู่ทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป สามารถเข้าถึง แบ่งปัน และเรียนรู้ได้จากทุกที่ ในทุกเวลา
5.3 การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา สสวท. พัฒนาครูมุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ STEM การใช้สื่อและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะและบริบทของผู้เรียนและสถานศึกษา เพื่อให้ครูสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในห้องเรียน ปรับการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนที่มีความแตกต่าง และยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งนี้ สสวท. ได้ออกแบบระบบฝึกอบรมครูทางไกลโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อขยายโอกาสการพัฒนาครูให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รูปแบบการอบรมมีความยืดหยุ่นหลากหลาย ทั้งการอบรมแบบออนไซต์ ออนไลน์ แบบผสมผสาน (Hybrid) และการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้ครูสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานจริง และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.4 การส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สสวท. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในฐานะกลไกสำคัญในการสร้างกำลังคนคุณภาพสูงของประเทศ โดยการดำเนินงานผ่านโครงการต่าง ๆ ดังนี้
- (1) ดำเนินงานโครงการ พสวท. และโครงการห้องเรียน พสวท. (สู่ความเป็นเลิศ) เป็นแกนหลักในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนเชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เข้มข้น การฝึกทักษะการวิจัย และการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในระดับสากล
- (2) โครงการโอลิมปิกวิชาการ เพื่อค้นหาและพัฒนานักเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่มีศักยภาพสูงให้ได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบในสาขาวิชาหลัก และสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นในเวทีนานาชาติ
- (3) โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ที่มุ่งเสริมสร้างสมรรถนะเฉพาะด้านของผู้เรียนในระดับประถมศึกษาตามความถนัดและความสนใจ เพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน
- และ (4) โครงการ สควค. เพื่อพัฒนาครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญสูง และสามารถเป็นผู้นำการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษในโรงเรียนและเครือข่ายการศึกษา ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวทำให้เกิดระบบการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษแบบครบวงจร ตั้งแต่การค้นหา การบ่มเพาะ การพัฒนาเชิงลึก ไปจนถึงการสร้างนักวิจัยและนักนวัตกรรมรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และการพัฒนาประเทศตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 อย่างยั่งยืน
6. “สสวท.” กับหน่วยงานพันธมิตรในการส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน สสวท. จึงดำเนินงานในลักษณะ “เครือข่ายพันธมิตร” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และประสบการณ์ระดับสากลมาพัฒนาการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ดังนี้
6.1 หน่วยงานพันธมิตรในประเทศ
(1) การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาครู อาทิ กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา องค์การค้าของสกสค. คุรุสภา โรงเรียนศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของสสวท. ประจำจังหวัด มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏ สมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด และมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เป็นต้น
(2) การเรียนรู้กับการวิจัยและการพัฒนากำลังคน อาทิ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา (สอวน.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นศูนย์ พสวท. มหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันผลิตครู สควค. โรงเรียนศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา โรงเรียนศูนย์ พสวท. ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยต่าง ๆ และโรงเรียนในเครือข่าย สสวท. เป็นต้น
6.2 หน่วยงานพันธมิตรในต่างประเทศ อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น (NIT), Southeast Asian Ministers of Education Organization (SEAMEO), Stockholm Water Foundation ประเทศสวีเดน โครงการ GLOBE โดยสถาบันวิจัย NASA ประเทศสหรัฐอเมริกา องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) และองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) เป็นต้น
สสวท. เชื่อว่าความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายจะช่วยสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
7. “สสวท.” กับ “เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์”
ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษา โดยปรับบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหาไปเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ บทบาทใหม่ของครูคือผู้ร่วมสร้างสรรค์กับเทคโนโลยี โดยชี้แนะผู้เรียนผ่านกระบวนการสืบค้นและค้นพบ มากกว่าการบรรยายเนื้อหาเพียงอย่างเดียว โดยการทำงานร่วมกับ AI นี้เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียนมากที่สุด และ AI ยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยครู เช่น ช่วยงานเอกสาร การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ทำให้ครูมีเวลามากขึ้นเพื่อสรรค์สร้างแนวคิดและออกแบบบทเรียนที่มีความหมายมากขึ้น
สสวท. ได้พัฒนาหลักสูตรสำหรับครูและนักเรียน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยยึดหลักว่าการคิดและการตัดสินใจต้องอยู่บนพื้นฐานวิจารณญาณของมนุษย์ ครูและผู้เรียนต้องสามารถประเมินผลลัพธ์ของ AI อย่างรอบคอบ คำนึงถึงจริยธรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ตรวจสอบข้อเท็จจริง วิเคราะห์อคติของข้อมูล และฝึกสร้างคำสั่ง (Prompt) อย่างมีตรรกะ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญของการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งตระหนักถึงความเสี่ยงที่ผู้เรียนอาจพึ่งพา AI มากเกินไปจนทักษะการคิดวิเคราะห์ลดลง
สสวท. มุ่งพัฒนาศักยภาพครูไทยอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าอบรมกว่า 18,000 คน ทั้งแบบพบหน้าและออนไลน์ ภายในปีงบประมาณ 2569 และดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น เนคเทค ETDA และไมโครซอฟท์ โดยเฉพาะการอบรมแบบพบหน้าให้ครูกว่า 6,000 คนใน 77 จังหวัด และการอบรมออนไลน์แก่ครูอีกกว่า 12,000 คน ภายใต้หลักการใช้ AI อย่างรับผิดชอบตามแนวทางของ UNESCO
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน เทคโนโลยีต้องไม่บั่นทอนความสามารถในการวิเคราะห์ ตั้งสมมติฐาน และตรวจสอบหลักฐานอย่างมีเหตุผล แต่ AI ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมพลังการเรียนรู้เป็นผู้ช่วยที่เสริมศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่มาทดแทน เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดเชิงวิทยาศาสตร์และพร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต
8. สสวท. กับ บทบาทในการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงิน (Financial Literacy)
เนื่องจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินของครูและนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา สสวท. จึงได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์การเงิน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 1 เล่ม และชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์การเงิน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1 เล่ม โดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์การเงินนี้ จะเน้นการวางแผนการเงิน การออม การแบ่งเงินออม การตั้งเป้าหมายการเงิน การจัดการหนี้สิน แผนการเงิน ความมั่งคั่งสุทธิ ภัยทางการเงิน ภาษี ดอกเบี้ย มูลค่าของเงิน ค่างวด และวางแผนการเงินเพื่อใช้จ่ายยามเกษียณ โดยชุดกิจกรรมทั้งสองเล่มได้มีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ scimath.org เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในเดือนมีนาคม – พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา สสวท. และธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การนำกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์การเงินไปใช้ในชั้นเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งหมด 5 รอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ครูนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์การเงิน ไปใช้กับนักเรียน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยคำนึงถึงบริบท ความถนัด และความสนใจของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักการวางแผนและจัดการการเงิน รู้จักการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตในอนาคต และเป็นการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินของตนเอง
ในปีงบประมาณ 2569 สสวท. กำลังให้ครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้พร้อมทั้งคลิปสรุปการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่อจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์การเงิน เพื่อเป็นตัวอย่างให้ครูทั่วประเทศได้เห็นแนวทางการจัดการเรียนรู้และสามารถนำไปปรับใช้ในชั้นเรียนของตนได้ง่าย นอกจากนี้ สสวท. กำลังพัฒนาและทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์การลงทุน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลายอีกด้วย
9. บทสรุป ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และช่องทางติดตามข่าวสารของ “สสวท.”
การพัฒนายกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการ หากเราทุกคนได้ตระหนักและเห็นความสำคัญในการบ่มเพาะเด็กและเยาวชนไปจนถึงวัยแรงงานและวัยเกษียณ ให้ความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีก็จะทำให้เราทุกคนได้เรียนรู้และมีทักษะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์พื้นฐานที่ดีในการพัฒนาต่อยอดสิ่งใหม่ ๆ ต่อไปในอนาคต ซึ่งจะช่วยพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน สสวท. ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่รวยและพัฒนาแล้วได้ต่อไป และสำหรับผู้ที่สนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจด้านการส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ “สสวท.” สามารถติดตามได้ผ่านช่องทางดังนี้

จากการสัมภาษณ์ผ่าน 9 คำถามข้างต้น จะเห็นว่า สสวท. มีบทบาทเชิงระบบและเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งในการพลิกโฉมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคดิจิทัลและมุ่งสู่ความยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนอย่างรอบด้าน การดำเนินงานของ สสวท. ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ การบูรณาการ STEM และเทคโนโลยีดิจิทัล การใช้ปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในฐานะกลไกหลักของการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษผ่านระบบทุนการศึกษาและโครงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรในประเทศและต่างประเทศ และการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีกับทักษะชีวิตที่จำเป็น เช่น ความฉลาดรู้ทางการเงิน เป็นต้น แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงบูรณาการที่ไม่เพียงมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาในระยะสั้น หากแต่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพสูงที่มีการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ มีนวัตกรรม มีจริยธรรม และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม อันเป็นกลไกสำคัญในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร. ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. และ นายปภินวิช ไหวดี
อ่านบทความ: สสวท. พลิกโฉมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยสู่ความยั่งยืน เพิ่มได้ที่ลิงก์ https://www.fpojournal.com/ipst-125/
ภาพที่เกี่ยวข้อง :







