ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

การดำเนินงาน ในช่วงปีการศึกษา 2567 และ 2568 เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ของนักเรียนไทย สำหรับการประเมิน PISA ครั้งที่ 9 เมื่อเดือน สิงหาคม 2568

การดำเนินงาน ในช่วงปีการศึกษา 2567 และ 2568 เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ของนักเรียนไทย สำหรับการประเมิน PISA ครั้งที่ 9 เมื่อเดือน สิงหาคม 2568

ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA

ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ PISA หรือ Programme for International Students Assessment ที่ดำเนินการโดย OECD หรือ The Organisation for Economic Co-operation Development มาตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการประเมินคือ PISA 2000 เมื่อ พ.ศ. 2543

PISA ประเมินคุณภาพของการจัดการศึกษาในหลายด้าน แต่ที่สำคัญคือ การประเมินความฉลาดรู้ ด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งกำลังจะจบการศึกษา ภาคบังคับ บนพื้นฐานความเชื่อว่า ผู้ที่มีความฉลาดรู้ดังกล่าวสูงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงตามไปด้วย ทั้งด้านการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

PISA ประเมินทุก ๆ 3 ปี โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา หรือ PISA 2025 เป็นการประเมิน ครั้งที่ 9 เน้นด้านวิทยาศาสตร์ และมีการประเมินเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้ในโลกดิจิทัลด้วย โดยนักเรียนต้องทำข้อสอบ PISA บนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบออนไลน์ ทั้งนี้ OECD กำหนดให้เปิดเผย ผลการประเมิน PISA 2025 ในวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับเวลา 14.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย

วัตถุประสงค์สำคัญของการประเมินของ PISA คือ ต้องการให้แต่ละประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินทราบว่า นักเรียนอายุ 15 ปี ของตนเอง ที่กำลังจะจบการศึกษาภาคบังคับ มีความฉลาดรู้ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด เพื่อให้แต่ละประเทศและเขตเศรษฐกิจนำองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมการประเมินของ PISA ไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงระบบการศึกษาของตนเองให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเทศไทย ผลการประเมิน PISA ที่ผ่านมา ตั้งแต่ PISA 2000 ถึง PISA 2022 คะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD โดยต่ำกว่าเกือบ 100 คะแนน และใน PISA 2022 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ทราบคะแนนแล้ว นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยต่ำสุดเมื่อเทียบกับการประเมินทั้งเจ็ดครั้งก่อนหน้า

ผลการสอบ PISA ของไทยที่ต่ำต่อเนื่องมาโดยตลอด มีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศมาก นานาชาติมองประเทศไทยว่า เป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาต่ำ หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าคุณภาพหรือศักยภาพของคนไทยต่ำ เมื่อเทียบกับนานาชาติ และที่สำคัญได้มีการนำผลการสอบ PISA ไปใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการจัด อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาความน่าลงทุนด้วย

การที่ผลการสอบ PISA ของประเทศไทยไม่พัฒนาขึ้น อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ PISA ไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงระบบการศึกษาของตนเองให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอย่างจริงจัง จึงทำให้ผลการสอบ PISA ของเราไม่พัฒนาสูงขึ้น

เพื่อให้การดำเนินงานในการกำหนดทิศทางและการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการในชุดดังกล่าว มาตั้งแต่ พ.ศ. 2562

หลังจากการประกาศผลการสอบ PISA ครั้งที่ 8 (PISA 2022) เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ที่พบว่าคะแนนผลการสอบ PISA ลดต่ำลงอีก ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการสอบ PISA 7 ครั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ที่มี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในขณะนั้น เป็นประธานคณะกรรมการ ได้จัดให้มีการประชุมระดมความคิดหาเหตุผลว่าเพราะเหตุใดนักเรียนไทยจึงทำข้อสอบ PISA ได้คะแนนไม่ดี และจะมีแนวทางการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างไรที่จะช่วยทำให้ผลการสอบ PISA ของไทยสูงขึ้น และต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมการ PISA แห่งชาติได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA โดยมี ดร.ธงชัย ชิวปรีชา เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อจัดทำแผนการขับเคลื่อนที่บูรณาการจากทุกหน่วยงาน ดำเนินการ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงประสานความร่วมมือกับเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานเพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA

จากการประชุมระดมความคิดโดยการเชิญครูและผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ หาเหตุผลว่าทำไมคำแนนสอบ PISA จึงต่ำ สรุปได้ว่าการที่คะแนน PISA ของเราต่ำเป็นเพราะ

            1. นักเรียนมีความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ไม่เพียงพอ: การจะทำข้อสอบ PISA ได้ดีนักเรียนต้องมีความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์สูง

            2. นักเรียนไม่คุ้นกับข้อสอบแนว PISA: ข้อสอบ PISA จะมีบทอ่านหรือสถานการณ์ที่ค่อนข้างยาวให้นักเรียนศึกษาวิเคราะห์ และคำถามจะมีลักษณะให้นักเรียนได้เขียนแสดงความคิด ความเห็นและเหตุผลประกอบคำตอบด้วย แต่ข้อสอบที่นักเรียนคุ้นเคยจะเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ

            3. นักเรียนไม่คุ้นกับการสอบแบบ Computer-based: โจทย์และคำถามจะอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในการตอบคำถามนั้น นักเรียนต้องสามารถใช้ keyboard และ mouse คล่อง แต่นักเรียนไทยจำนวนมากมีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์น้อยมาก ทำให้ใช้ keyboard และ mouse ได้ไม่คล่อง

            4. นักเรียนไม่ตั้งใจสอบ: จากการสอบครั้งที่ผ่าน ๆ มา พบว่ามีนักเรียนจำนวนหนึ่งไม่ตั้งใจทำข้อสอบ ไม่เห็นความสำคัญของการสอบ ไม่ทราบว่าสอบไปทำไม

คณะกรรมการ PISA แห่งชาติจึงได้มอบหมายให้ คณะทำงานขับเคลื่อนฯ สพฐ. สสวท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพัฒนาสื่อและจัดอบรมพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครู ให้สามารถนำสื่อและกิจกรรมต่าง ๆ ไปใช้พัฒนานักเรียนในห้องเรียน โดยให้สามารถใช้ได้ทันใน ปีการศึกษา 2567 และให้เริ่มใช้กับนักเรียนชั้น ม. 2 และ 3 ทุกคนทุกสังกัด (ประมาณ 1 ล้านคน) ก่อน และเน้นย้ำกับทุกคนทุกสังกัดว่าการดำเนินงานครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการ “ติว” นักเรียนให้สามารถทำข้อสอบ PISA ได้ดีขึ้น แต่เป็นการพัฒนานักเรียนทุกคนทุกสังกัด ให้มีสมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์สูงขึ้น คุ้นเคยกับการทำข้อสอบแบบที่ให้นักเรียนได้เขียนแสดงความคิด ความเห็นและเหตุผลประกอบคำตอบ คุ้นเคยกับการทำข้อสอบ Computer-based ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของตัวนักเรียนเอง

โดยสรุป สพฐ. สสวท และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการดังนี้

การจัดทำชุดพัฒนาความรู้ 17 เล่ม ได้จัดทำเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม 2567 การจัดอบรมศึกษานิเทศก์และครูแกนนำได้ดำเนินการในช่วงปิดภาคเรียน การขยายผลสู่ครูและห้องเรียนได้ทำในช่วงต้นภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ส่วนการติดตามประเมินผลส่วนใหญ่ได้ทำในช่วงปลายภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 และต้นภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ก่อนสอบ PISA ในเดือนสิงหาคม 2568
นอกจากนั้น ในการสอบ PISA ครั้งที่ 9 เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 เป็นครั้งแรกที่สอบแบบ internet-based โรงเรียนที่ได้รับการสุ่มเป็นกลุ่มตัวอย่างบางโรงเรียนอาจมีปัญหาเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่แรงพอ ไม่สามารถทำการสอบได้ จำเป็นต้องมีการสำรวจเพื่อเตรียมการและวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า หากพบปัญหานี้จะทำอย่างไร เช่น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเพิ่มสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือย้ายสถานที่สอบ โดยนำนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างไปสอบในโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตแรงพอ เป็นต้น แต่จากการดำเนินการจัดสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ไม่พบปัญหาที่เกี่ยวกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบ ทำให้ การดำเนินการจัดสอบผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ผู้เขียนได้เคยทำหน้าที่เกี่ยวกับการฝึกอบรมและพัฒนาครูมาเป็นระยะเวลานาน ขอยืนยันว่าการอบรมและพัฒนาครูครั้งนี้ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ การฝึกอบรม ต้องทำให้กับครูจากทุกสังกัด ทุกโรงเรียน มากกว่า 12,000 โรงเรียน ให้สามารถนำกิจกรรมต่าง ๆ ตามข้อ 1-4 ในตารางข้างบนไปใช้กับนักเรียนชั้น ม. 2 และ 3 มากกว่า 1,000,000 คน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป็นที่น่ายินดี จากการติดตามประเมินผลพบว่า ทุกโรงเรียน ทุกสังกัด สามารถนำสาระจากการอบรมไปใช้ในห้องเรียนได้อย่างดี มีเสียงสะท้อนเชิงบวกสูงมาก จากทั้งนักเรียน ครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษา จนทำให้มั่นใจสูงมากว่า คะแนนผลการสอบ PISA 2025 ของเราครั้งนี้จะสูงขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 5 จากผลการสอบ PISA 2022 อย่างแน่นอน

พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ได้ประกาศในที่ประชุมอย่างชัดเจนว่า ถ้าสังกัดใดสามารถพัฒนานักเรียนในสังกัดของตนเองจนมีคะแนน ผลการสอบ PISA 2025 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากการสอบครั้งที่ผ่านมา ท่านจะมีรางวัลให้ นอกจากนั้น ขณะนี้ก็ได้มีการนำวิธีการเดียวกันนี้ไปใช้กับนักเรียนชั้น ป. 4-6 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป ทั้งเพื่อประโยชน์ของตัวนักเรียนเอง และเพื่อการพัฒนานักเรียนทุกคนให้มีความพร้อมในการสอบ PISA ครั้งต่อไปในรอบ PISA 2029 ใน พ.ศ. 2572

ปัจจัย 2 ประการ ที่ทำให้การดำเนินการฝึกอบรมพัฒนาครูครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ มีการนำสาระที่ได้จากการอบรมพัฒนาไปใช้ในห้องเรียนสูงมาก คือ

            1. คณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ที่มี พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานในสมัยนั้น ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้มาก ลงมากำกับ ติดตาม เรื่องนี้ด้วยตนเอง มีการประชุมปรึกษาหารือ และติดตามเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำทุกเดือน และทราบว่ายังได้มีการติดตามเรื่องนี้ ในการประชุมผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการทุกสัปดาห์อีกด้วย จึงทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปถึงห้องเรียน จนทำให้ผู้เขียนเรียนรู้และสรุปว่า “การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ หากมีการกำกับดูแลและติดตามเรื่องนั้น ๆ อย่างใกล้ชิดจริงจัง จนทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปถึงโรงเรียน ห้องเรียน และนักเรียน”

            2. ในปัจจุบันเราสามารถจัดการประชุมปรึกษาหารือ ฝึกอบรม และติดตามประเมินผลได้ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ จึงทำให้ทำได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และครอบคลุมปริมาณจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ถ้าพบว่าคะแนนสอบ PISA 2025 ของเรายังไม่สูงขึ้น ก็จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ที่จะต้องมาช่วยกันระดมความคิดกันต่อไปว่า แล้วเราจะทำอย่างไร

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://pisathailand.ipst.ac.th/