ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ค่า SPF และ PA ในเครื่องสำอางคืออะไร

ค่า SPF และ PA ในเครื่องสำอางคืออะไร

ค่า SPF และ PA ในเครื่องสำอางคืออะไร

ทำไมช่วงนี้รู้สึก hot จังเลย… ที่ hot ไม่ใช่แอดมินหรอกนะ แต่คืออากาศเมืองไทยต่างหากล่ะ ร้อนมากแม่ไม่ไหวแล้ว

เนื่องจากประเทศไทยได้รับแสงแดดที่มีความเข้มสูง โดยเฉพาะในเวลากลางวัน การอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวหนังถูกเผาไหม้ เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน อักเสบ และมีไข้ได้

ดังนั้น เครื่องสำอางหลายชนิดในท้องตลาดจึงได้ผสมสารกันแดด เพื่อการปกป้องดูแลผิวให้สวยงามและสตรองตลอดทั้งวัน สารกันแดดในเครื่องสำอางแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีสมบัติสะท้อนรังสี UV และ กลุ่มที่มีสมบัติดูดซับรังสี UV

การระบุประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีของเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารกันแดด นิยมระบุด้วยค่า SPF และ ค่า PA

ค่า SPF (Sun Protection Factor) เป็นค่าระบุระดับการปกป้องผิวจากรังสียูวีบี UVB (ทำให้ผิวไหม้แดง/B=Burn) หมายถึงจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวสามารถทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลตได้หลังจากทาครีมกันแดด ปกติผิวคนไทยโดยเฉลี่ยจะทนรังสี UV ได้นาน 15 นาที โดยไม่เกิดอาการไหม้แดด หมายความว่า หากทาครีมกันแดด SPF10 จะสามารถป้องกันรังสี UVB ได้นาน 10 เท่า หรือ 150 นาที (สำหรับผิวคนไทยส่วนใหญ่)

ค่า PA (Protection Grade of UVA) เป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพของสารกันแดดที่ป้องกันรังสี UVA (ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย/A=Aging) โดยเครื่องหมาย “+” แสดงถึง ความสามารถในการป้องกันรังสี UVA แบบเท่าตัว เช่น

PA+ สามารถป้องกันรังสี UVA 2 เท่า

PA++ สามารถป้องกันรังสี UVA 4 เท่า

PA+++ สามารถป้องกันรังสี UVA 8 เท่า

คำถามชวนคิด : แดดแรงอย่างเมืองไทย ยิ่งใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงยิ่งดี จริงหรือไม่?

ข้อควรรู้ :

วิธีการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารกันแดด ควรทาให้ทั่วใบหน้า แขน ขา และผิวกายนอกร่มผ้าอย่างสม่ำเสมอ และควรทาก่อนออกแดด 15-30 นาที ในกรณีที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแดดจัด ควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากครีมกันแดดอาจถูกชะล้างด้วยเหงื่อ แต่ในกรณีที่ไม่ถูกแดด ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมสารเคมีได้

อ้างอิง :

หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์กับความงาม ระดับ ม.ต้น (พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2560)